posttoday
สองนคราประชานิยม

สองนคราประชานิยม

28 มกราคม 2561

ทหารได้อะไรจากการยื้อการเลือกตั้ง

โดย ทวี สุรฤทธิกุล

ทหารได้อะไรจากการยื้อการเลือกตั้ง

มีคอลัมนิสต์บางท่านวิเคราะห์ว่า ท่านยื้อไปอีกนานๆ เพื่อ “ซื้อใจ” ประชาชน โดยเฉพาะความคาดหวังที่ว่านโยบายประชานิยมที่ “เหยาะนิดเหยาะหน่อย” มาเป็นลำดับนี้ กำลังงอกเงย “งอกรากผลิใบ” มาเป็นลำดับ รอแต่วันที่จะ “ผลิดอกออกผล” แล้ว คสช.ก็จะได้ “เก็บกิน” ประโยชน์จากตรงนั้น เช่น หัวหน้า คสช.ได้รับการยอมรับให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก และคณะทหารที่จะปกครองประเทศต่อไปนั้นยัง “อยู่ในหัวใจ” ของประชาชนไปอย่างต่อเนื่อง

แต่ “หัวใจคนไทย” นี้ มีปราชญ์บางท่านบอกว่าต้องจำแนกให้ชัดเจน เพราะ “หัวใจของคนในเมือง” กับ “หัวใจของคนในชนบท” นั้นมีความแตกต่างกัน คือคิดต่างกัน และแสดงออกต่างกัน ดังเช่นในการคิดและการแสดงออกทางการเมืองของคนสองกลุ่มนี้ ที่ท่านอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรียกว่า “สองนคราประชาธิปไตย” ที่สรุปว่า “คนในชนบทตั้งรัฐบาล แต่คนในเมืองล้มรัฐบาล”

แต่นั่นเป็นปรากฏการณ์ที่ท่านอาจารย์เอนกได้ศึกษามาในเหตุการณ์ช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤตทางการเมืองปี 2548 ที่ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่าอาจจะมีการ “เบี่ยงเบนไป” จากข้อวิเคราะห์ของท่านอาจารย์เอนกอยู่บ้าง อันเนื่องมาจาก “การเชื่อมโยงความคิดและกิจกรรม” ของคนในเมืองกับคนในชนบท ที่น่าจะเริ่มมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังเช่นที่เห็นในกรณีการก่อม็อบของคนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง และ กปปส. ตั้งแต่ปี 2549 2552 และ 2556 มาโดยลำดับนั้น

ในเอกสารฐานข้อมูลการเมืองของสถาบันพระปกเกล้า (http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title = สองนคราประชาธิปไตย) กล่าวถึงทฤษฎีของท่านอาจารย์เอนกไว้ว่า

“สองนคราประชาธิปไตย เป็นทฤษฎีที่นำเสนอโดย เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เพื่อสะท้อนสภาพปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยระหว่างปี 2533-2536 พร้อมทั้งเสนอนโยบายปฏิรูปผ่านความเข้าใจสภาพปัญหาจากกรอบทฤษฎี ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย อธิบายว่าความไม่มั่นคงลงตัวของระบอบประชาธิปไตยนับแต่ต้นทศวรรษ 2520 (อันเป็นช่วงที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตยครึ่งใบ’) จนกระทั่งกลางทศวรรษ 2530 (ที่มวลชนคนชั้นกลางลุกขึ้นขับไล่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.) เป็นผลมาจากคนชั้นกลางในเมืองและชาวนาชาวไร่ในชนบท ซึ่งเป็นฐานความชอบธรรมให้กับการประชันขันแข่งทางการเมืองระหว่างคณะทหารและพรรคการเมือง มีโลกทัศน์ต่อ ‘ประชาธิปไตย’ แตกต่างกัน

จนกล่าวได้ว่า คนชนบทเป็นผู้ ‘ตั้ง’ รัฐบาล เพราะเป็น ‘ฐานเสียง’ ส่วนใหญ่ของพรรคการเมือง ขณะที่คนชั้นกลางเมืองเป็นผู้ ‘ล้ม’ รัฐบาล เพราะเป็น ‘ฐานนโยบาย’ ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลผ่านสื่อมวลชน การเรียกร้องกดดันรัฐบาล ไปจนถึงการเชื้อเชิญให้ทหารแทรกแซงการเมืองโดยการรัฐประหารยึดอำนาจ สำนึกรู้และความเข้าใจ ‘ประชาธิปไตย’ ที่ต่างกันนี้จึงกลายเป็นมูลเหตุให้การเมืองไทย ‘เหวี่ยงไปมาระหว่างเผด็จการที่ล้าหลังกับประชาธิปไตยที่ขาดความชอบธรรม’ การก้าวพ้นจากสภาพสองนคราประชาธิปไตยก็คือ การแสวงหามาตรการให้ชนชั้นกลางไม่เพียงเป็นฐานนโยบายของรัฐบาล หากยังเป็นฐานเสียงของพรรคและนักการเมืองด้วย ในทางกลับกัน ต้องทำให้ผู้ใช้แรงงานในชนบทไม่เป็นเพียงฐานเสียง หากยังเป็นฐานนโยบายได้เช่นกัน”

จากทฤษฎีดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์การเมืองบางคนเชื่อว่าระบอบทักษิณที่ปกครองประเทศไทยอยู่ในช่วงปี 2544-2548 (สืบเนื่องมาถึงการปกครองโดยนอมินีของทักษิณที่มาสิ้นสุดในสมัยของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการรัฐประหารปี 2557) ได้แนวคิดจากทฤษฎีนี้ในการใช้นโยบายประชานิยมต่างๆ “ปลุกเร้า” คนในชนบทให้เป็นฐานนโยบาย คือเห็นชอบกับนโยบายของระบอบทักษิณ และสนับสนุนระบอบทักษิณเรื่อยมา ดังที่ได้เกิดเป็นปรากฏการณ์ของคนเสื้อแดงนั้น เช่นเดียวกันกับกรณีของคนเสื้อเหลืองและ กปปส.ที่ได้แผ่ขยาย “ภาวะการนำ” จากคนในเมืองออกไปสู่คนในชนบท ดังที่ได้มีการผนึกกำลังกันของคนทั้งสองภูมิภาคในการก่อม็อบต่อต้านรัฐบาลในปี 2549 กับปี 2556 นั้น

จะเห็นได้ว่าทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยได้ “ประสานกาย” สร้างพลังทางการเมืองในรูปแบบใหม่ขึ้นมา คือเราไม่อาจแยกความแตกต่างใน “ฐานคิดและกิจกรรม” ระหว่างคนในเมืองและคนในชนบทออกได้ดังเช่นยุคก่อน จึงน่าแปลกใจที่ระบอบ คสช.กำลังย้อนยุคไปหาแนวคิดเก่าๆ ดังกล่าว คือพยายามแยกประชาชนออกเป็นสองภูมิภาค และหวังว่าการใช้นโยบายประชารัฐจะสามารถหว่านล้อมและปลุกเร้าคนในชนบทให้เป็นทั้งฐานเสียงและฐานนโยบายให้แก่ คสช. ที่ต้องการจะสืบทอดอำนาจนี้ให้อยู่ต่อไปได้อีกยาวนาน พร้อมกันนั้นก็ได้ทำลายความเป็นปึกแผ่นของชนชั้นกลางในเมือง ผ่านการสร้างความยากลำบากในการเข้าสู่วงในของอำนาจทางการเมือง ด้วยการสร้างรัฐธรรมนูญและกฎระเบียบต่างๆ ที่สับสนยุ่งยาก

คนที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้ทฤษฎีรัฐศาสตร์มาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง อาจจะมองว่าการมองการเมืองโดยทฤษฎีต่างๆ เหล่านี้คือการ “มโน” และใช้ไม่ได้กับการเมืองแบบไทยๆ โดยเฉพาะผู้นำทหารที่อาจจะมองไม่เห็นสาระที่แท้จริงของทฤษฎีดังกล่าว เพียงแต่หยิบฉวยมาใช้อย่างลวกๆ หรือนำเอาทฤษฎีแต่เพียงบางส่วนมาใช้ จึงเกิดสภาพของการ “จับแพะชนแกะ” หรือ “ขนมผสมน้ำยา” จนเละเทะอย่างทุกวันนี้

หรือว่านี่คือ “ยุทธศาสตร์” ที่แปลว่าเอาคนมาสู้รบกัน อย่างที่คนบางกลุ่มคุ้นเคย

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่