
หวังของคนกรุง
ขยับอย่างรุนแรงสำหรับห้วงการทำงานปีที่ 2 ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.
โดย ดาบบุญ
ขยับอย่างรุนแรงสำหรับห้วงการทำงานปีที่ 2 ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศก้องให้คนกรุงเทพฯ รับรู้ว่าปี 2561 จะ “ทำจริง เห็นผลจริง”
กรอบพัฒนากรุงเทพฯ ของ “บิ๊กวิน” แบ่งเป็น 4 เฟสเวลา ทั้งระยะ 100 วัน 200 วัน 300 วัน และ 1 ปี ซึ่งรายละเอียดดาบบุญคงไม่ขอเอ่ยถึงอีก แต่รูปแบบภาพรวมคือเน้นไปที่ความสะอาด ปลอดภัย คนกรุงเทพฯ มีชีวิตที่ดีขึ้น และผู้ว่าฯ อัศวินก็บอกจะเน้นไปที่เรื่องการศึกษา เช่น การให้ทุน เพิ่มห้องเรียน เรียนภาษาอังกฤษยังต่างประเทศ และการรักษาพยาบาลที่จะมีการสร้างโรงพยาบาลสังกัด กทม.อีก 2 แห่ง เพื่อรองรับและดูแลอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนกรุง
แน่นอนว่าย่อมมีคำถามตามมาว่าการระดมเร่งแผนพัฒนาของกรุงเทพฯ ผ่านการดำเนินการของ พล.ต.อ.อัศวินนั้น ฤๅจะเป็นผลพวงที่ต่อยอดทางการเมือง ซึ่งผลที่ว่าจะช่วยเหลือเจ้าตัวให้มีคะแนนความนิยม หากจะมีการเลือกตั้งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในอนาคตข้างหน้า
ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ครับว่าสังคมหรือกลุ่มบุคคลย่อมจะต้องตั้งคำถาม แต่ดาบบุญมองว่าหากการลงมือทำงานเพื่อคนกรุงเทพฯ ของ “บิ๊กวิน” และมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ ผลประโยชน์มันก็จะตกอยู่กับคนกรุงเทพฯ เอง
แต่หากมีแต่แผนแล้วดำเนินการไม่ได้ หรือปล่อยปละละเลย คนกรุงเทพฯ นี่แหละก็จะเป็นคนตัดสินผู้ว่าฯ ด้วยเช่นกัน
กระนั้นก็ตาม อย่าลืมว่าตามระยะทางแผนการดำเนินการของผู้ว่าฯ อัศวิน ยังคงมีปัญหาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองกรุงเทพฯ ไว้รอวัดฝีมืออยู่โดยตลอด อย่างล่าสุดก็ปัญหาหมอกควัน และอีกไม่ช้าจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งต้องยอมรับกันว่าในระยะไม่กี่ปีหลัง ฝนตกคือฝันร้ายของกรุงเทพฯ
เพราะฝนตกน้ำจะท่วมตามมาทันที และไม่ใช่ท่วมกันเล่นๆ เพราะอย่าลืมว่าต้องใช้เวลานับวันกว่าจะระบายออกไปได้
ยังไม่รวมถึงปัญหาอาชญากรรมของเมืองหลวงที่ยังเกิดขึ้นชุกชุม เส้นทางสายเปลี่ยว จุดล่อแหลมต่างๆ ยังคงมีอยู่มาก แต่เรื่องนี้ดาบบุญมองว่าหาก พล.ต.อ.อัศวิน ขยับประสานไปยังตำรวจนครบาล ในฐานะที่เคยแต่งเครื่องแบบพิทักษ์สันติราษฎร์มาก่อน งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมร่วมกับตำรวจก็คงไม่ใช่เรื่องยากมากนัก เพราะตำรวจด้วยกันน่าจะทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น
อย่างล่าสุดก็ได้มือดีอย่าง พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่มานั่งเก้าอี้ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งอดีตนายตำรวจผู้นี้ก็เชี่ยวชาญงานด้านจราจร ซึ่งก็น่าจะมาแบ่งเบาภาระงานของ พล.ต.อ.อัศวิน ได้ดีไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าช่วงเวลานี้ พล.ต.อ.อัศวิน จะมีพร้อมทั้งทีมงาน และแผนการปฏิบัติที่จะพัฒนากรุงเทพฯ แต่อย่าลืมว่าเวลา และประชาชนคนกรุงเทพฯ เท่านั้นจะเป็นตัวตัดสินผลงานในอนาคต
ส่วนกรณีที่ว่า พล.ต.อ.อัศวิน จะเดินหน้าลงสนามเลือกตั้งเพื่อขอนั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ด้วยเสียงของประชาชนหรือไม่ ดาบบุญเชื่อว่า พล.ต.อ.อัศวิน ก็จะเห็นเองในอนาคตข้างหน้าว่ามีความเหมาะสมจะลงชิงชัยหรือไม่ เพราะผลงานที่ผ่านมาจะเป็นคำตอบให้กับตัวเอง
แต่น้อยที่สุด ก็นับว่าเป็นการเดินหน้าที่ดี และเป็นความหวังของคนเมืองหลวงกว่า 10 ล้านชีวิต ที่จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากการพัฒนาตามกรอบนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน บรรลุตามแต่ระยะเวลา
แต่หากไม่สำเร็จ คนกรุงก็แค่รอความหวังกันต่อไป







