
เกษตรเบรกเอกชนเก็บ'เงินเซส'ยาง
"กฤษฎา" เรียก กยท.ชี้แจงจ้างเอกชนเก็บเงินเซส หลังพบแชร์รายได้ให้เอกชน 5% ของเงิน ที่เก็บได้ปีละ 8,000-9,000 ล้าน
"กฤษฎา" เรียก กยท.ชี้แจงจ้างเอกชนเก็บเงินเซส หลังพบแชร์รายได้ให้เอกชน 5% ของเงิน ที่เก็บได้ปีละ 8,000-9,000 ล้าน
แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาชี้แจงกรณีที่มีการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนมาเป็นหน่วยงานจัดเก็บเงิน ค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (เงินเซส) เนื่องจากเห็นว่าไม่เหมาะสมและให้ไปพิจารณาให้รอบคอบว่าควร จะทำโครงการนี้หรือไม่เพราะยางเป็นยุทธปัจจัย จะให้เอกชนมาดำเนินการ ได้อย่างไร โดยจะมีการสอบถามทาง คณะกรรมการบริหาร กยท. (บอร์ด กยท.) อีกด้วย
แหล่งข่าวใน กยท.เปิดเผยว่า ในเรื่องนี้ผู้ว่า กยท.ได้นำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ด กยท. เมื่อเดือน ธ.ค. 2560 ว่าหากให้เอกชนไปดำเนินการจัดเก็บจะทำ ให้มีการจัดเก็บรายได้จากค่าธรรมเนียมการส่งออกยางได้อีกประมาณ 1 แสนตัน จากปัจจุบันที่ส่งออกประมาณ 4.1 ล้านตัน เพราะคาดว่าจะมียางลักลอบจำนวนมาก ซึ่งที่ประชุมไม่ได้มีมติใน เรื่องนี้ แต่ให้ไปศึกษาผลดีผลเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2561มีประกาศจัดซื้อจัดจ้างออกมา โดยบอร์ด กยท.ยังไม่เห็นทีโออาร์หรือ ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้างของการประกวด ราคาเลย เพราะเป็นอำนาจของผู้ว่า กยท.
อย่างไรก็ตาม ทีโออาร์ที่ กยท. ประกาศอ้างว่าการจัดเก็บเงินเซสมีการทำระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งแต่ปี 2555 ยังไม่มีการปรับปรุงระบบ ทำให้การจัดเก็บไม่มีประสิทธิภาพ โดยอ้างถึงตัวเลขการส่งออกยางจาก กยท.กับ ของศุลกากร ปี 2556 พบว่าเงินเซส ที่ กยท.เก็บได้กับตัวเลขส่งยางผ่าน ด้านศุลกากรต่างกันถึง 9.91 แสนตัน และปี 2557 ต่างกัน 5.18 แสนตัน แสดงว่ามียางจำนวนมากไม่เสียเงินเซส จึงสมควรปรับปรุง โดยการว่าจ้างเอกชนเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด
ทั้งนี้ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่า กยท. ได้ลงนามในประกาศ กยท.เรื่องประกวดราคาจัดหาผู้รับจ้างบริหารการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร (CESS) เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2561 ทั้งนี้ระบุว่า กยท.ต้องการจัดหาผู้รับจ้างบริหารการจัดเก็บเงินเซส โดยผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีผลงานที่ไม่ใช่งานก่อสร้างในสัญญาเดียวที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท







