
11 ชาติฟื้น TPP รวมพลังบี้ ‘อเมริกามาก่อน’
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ หลังเวลาล่วงเลยมา 1 ปีแล้ว นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ความคืบหน้าในการจัดการลดการค้าขาดดุลของสหรัฐก็ยังคงไปไม่ถึงไหน โดยอยู่ที่ระดับสูงถึง 5.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมาจากปีก่อนหน้านี้ที่ 5.05 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 15 ล้านล้านบาท)
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
หลังเวลาล่วงเลยมา 1 ปีแล้ว นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ความคืบหน้าในการจัดการลดการค้าขาดดุลของสหรัฐก็ยังคงไปไม่ถึงไหน โดยอยู่ที่ระดับสูงถึง 5.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมาจากปีก่อนหน้านี้ที่ 5.05 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 15 ล้านล้านบาท)
ขณะที่การผลักดันแนวนโยบายแบบ "อเมริกามาก่อน" ที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นหลักก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
แต่ในปี 2018 นี้ รัฐบาลทรัมป์เริ่มเปิดฉากลุยนโยบายดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดในการประกาศเก็บภาษีปกป้องธุรกิจ (Safeguard Tariff) กับแผงโซลาร์เซลล์และเครื่องซักผ้านำเข้าจากต่างชาติ แม้นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การเก็บภาษีดังกล่าวจะยังส่งผลกระทบจำกัด และดูเป็นการดำเนินการเชิงสัญลักษณ์มากกว่า แต่การส่งสัญญาณดังกล่าว บ่งชี้ว่า ทรัมป์จะ "เอาจริง" เพราะนับเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี ที่สหรัฐประกาศตั้งภาษีดังกล่าว
สัญญาณการเอาจริงเอาจังที่ว่า ปลุกความกังวลว่าสหรัฐมีแนวโน้มออกมาตรการปกป้องการค้าอื่นๆ ออกมาอีก ทำให้บรรดาชาติเอเชีย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องงัดมาตรการออกมาตั้งรับสหรัฐเป็น การด่วน ซึ่งหนึ่งในหนทางตั้งรับดังกล่าวคือการชุบชีวิตความตกลงหุ้นส่วนยุทธ ศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ขึ้นมา ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก" (ซีพีทีพีพี : CPTPP) เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา หลังสหรัฐประกาศถอนตัวออกไปจากข้อตกลงดังกล่าวก่อนหน้านี้
หลังการเจรจาหลายยก โดยมีญี่ปุ่นเป็นตัวตั้งตัวตีหลัก ในที่สุด 11 ชาติทีพีพี เห็นพ้องกันลงนามข้อตกลงซีพีทีพีพีใหม่ดังกล่าวในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีผลบังคับภายในเวลา 60 วัน หลัง 6 ประเทศสมาชิก จากทั้งหมด 11 ประเทศให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงดังกล่าว โดยขณะนี้มีเพียงญี่ปุ่นที่ให้สัตยาบันข้อตกลง หมายความว่า หากทุกชาติยืนยันจะรับรองภายในเดือน มี.ค. ข้อตกลงดังกล่าวอาจเริ่มดำเนินการได้จริงราวต้นปี 2019
แม้ว่าหลายฝ่ายมองว่า ข้อตกลง ซีพีทีพีพีใหม่จะน่าดึงดูดใจน้อยลงจากเดิมที่คิดเป็นสัดส่วน 40% ของขนาดเศรษฐกิจทั่วโลก มาเหลือเพียง 14% ครอบคลุมประชากร 500 ล้านคน เมื่อสหรัฐถอนตัวออกไปแล้ว แต่ข้อตกลงซีพีทีพีพีคาดว่าจะกระตุ้นการขยายตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกโดยรวมได้ 0.3% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) คิดเป็น 3.73 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.18 ล้านล้านบาท) ในระยะกลาง โดยมาเลเซียคาดว่าจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงใหม่ดังกล่าวมากที่สุดคิดเป็น 2% ของจีดีพี ตามด้วยเวียดนามและบรูไน (1.5% ของจีดีพี) ขณะที่สำหรับญี่ปุ่นนั้น คาดว่าจะกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ราว 0.9% เมื่อซีพีทีพีพีมีผลบังคับ
ทั้งนี้ ซีพีทีพีพีจะยังประกอบด้วยเงื่อนไขข้อกำหนด 7 ส่วน ซึ่งมาจากข้อตกลงทีพีพีฉบับเดิม และตัดข้อตกลงที่เจรจากันไม่ลงตัว 20 หมวดออกไป แต่ประเด็นสำคัญคือการจะยังคงเดินหน้าเจรจาลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าและบริการที่ซื้อขายกันระหว่างชาติสมาชิกออกไป 95% ในระยะยาว
นอกจากนี้ ข้อตกลงใหม่ยังเดินหน้าเปิดเสรีในภาคอุตสาหกรรมหลักๆ เช่น สิ่งทอ ลดอุปสรรคเชิงเทคนิคสำหรับบริการด้านสุขภาพและสุขอนามัย แรงงาน รัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยจากการเปิดกว้างภาคอุตสาหกรรมและบริการดังกล่าว ทำให้บริษัทวิจัยคิวเรียค คาดว่าข้อตกลงทีพีพีใหม่จะช่วยเพิ่มการค้าได้ 2.43% เป็นเงิน 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 5 แสนล้านบาท)
ไม่เพียงแค่ข้อตกลงซีพีทีพีพีจะเปิดกว้างภาคอุตสาหกรรมและลดภาษีสินค้าระหว่างกันเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวยังทำหน้าที่เหมือน "ร่ม" รวมกฎเกณฑ์ทางการค้าเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การทำข้อตกลงการค้าแยกย่อยระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกร่วมกัน
"ข้อตกลงซีพีทีพีพีจะส่งผลให้เกิดข้อตกลงการค้าใหม่อีก 18 ฉบับระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งสำหรับออสเตรเลียแล้ว นั่นหมายถึงการทำข้อตกลงการค้าใหม่ระหว่างแคนาดาและเม็กซิโก รวมถึงการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ อย่างญี่ปุ่น ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และบรูไน" สตีเฟน ซิโอโบ รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย กล่าว
การผนึกกำลังร่วมกันทางการค้าจึงหมายถึงการเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐ และทำให้แต่ละประเทศรับมือมาตรการการค้าจากสหรัฐได้ดีขึ้นในอนาคต เช่น กรณีญี่ปุ่นที่อาจลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐโดยเฉพาะข้าวสาลีและเนื้อวัว เนื่องจากการลดภาษีนำเข้าภายใต้ข้อตกลงซีพีทีพีพีจะทำให้เนื้อวัวจากออสเตรเลีย และ ข้าวสาลีจากแคนาดาและออสเตรเลีย มีราคาถูกกว่า
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของ ข้อตกลงซีพีทีพีพีจะมีแนวโน้ม ขับเคลื่อนข้อตกลงการค้าแบบพหุภาคีอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดย เซเลนา หลิง นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโอซีบีซีในสิงคโปร์ มองว่า ซีพีทีพีพีจะเป็นต้นแบบ ของข้อตกลงการค้าเสรีอื่นๆ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป)
และเมื่อทั่วโลกรวมพลัง การหวังเจรจาข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีอย่างที่สหรัฐต้องการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอาจยากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายอเมริกามาก่อนของทรัมป์ อาจทำให้อเมริกาไม่ได้มาก่อนอีกต่อไปก็เป็นได้







