posttoday
การเมืองขวาง ทางสายไหมจีนไม่ลื่นดุจไหม

การเมืองขวาง ทางสายไหมจีนไม่ลื่นดุจไหม

22 มกราคม 2561

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์การสร้างเส้นทางการค้า ทั้งทางรถไฟ ถนน และท่าเรือ ครอบคลุมทั่วทั้งเอเชียและยุโรป รวมถึงพยายามผลักดันให้ไปถึงอเมริกาใต้ เป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจแดนมังกร เพื่อเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน โดยมีจีนเป็นจุดศูนย์กลางของเส้นทางการค้าดังกล่าวผ่านโครงการที่ชื่อว่า "1 แถบ 1 เส้นทาง"

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

การสร้างเส้นทางการค้า ทั้งทางรถไฟ ถนน และท่าเรือ ครอบคลุมทั่วทั้งเอเชียและยุโรป รวมถึงพยายามผลักดันให้ไปถึงอเมริกาใต้ เป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจแดนมังกร เพื่อเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน โดยมีจีนเป็นจุดศูนย์กลางของเส้นทางการค้าดังกล่าวผ่านโครงการที่ชื่อว่า "1 แถบ 1 เส้นทาง"

อย่างไรก็ตาม การทำการใหญ่ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมักเผชิญกับอุปสรรคอยู่เสมอ และทำให้เส้นทางสายไหมยุคใหม่ของจีน (New Silk Road) ไม่ราบรื่นดุจแพรไหมอย่างชื่อ โดยอุปสรรคที่จีนเผชิญล่าสุดคือกระบวนการด้านการเมือง ที่ไม่อาจปล่อยโครงการมูลค่ามหาศาลดำเนินการสร้างโดยไม่ได้ประเมินผลประโยชน์ให้แน่ชัด หรือแม้กระทั่งการจัดการบริหารกับประชาชนที่ทำให้บางโครงการยังไม่อาจดำเนินการสร้างได้

แม้ "เซอร์เบีย" จะดำเนินการสร้างทางรถไฟเชื่อมกรุงบูดาเปสต์ของฮังการี เข้ากับกรุงเบลเกรดของเซอร์เบีย มูลค่า 3,200 ล้านยูโร (ราว 1.2 แสนล้านบาท) ซึ่งมีจีนเป็นเจ้าของเงินทุนหลัก ไปในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แต่หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ก็รายงานว่า "สหภาพยุโรป" (อียู) กำลังเข้าสอบโครงการดังกล่าวอาจเป็นการละเมิดกฎหมายของอียูที่ระบุให้ต้องเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าวกับสาธารณะ

"เนปาล" ยังได้ยกเลิกแผนให้จีนสร้างโครงการเขื่อนบูดี กันดากี มูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8 หมื่นล้านบาท) ไปเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องด้วยเหตุผลที่ไม่มีการเปิดประมูลกับสาธารณชนอย่างถูกต้อง ขณะที่แม้ "ไทย" จะเพิ่งเริ่มต้นสร้างรถไฟกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มูลค่า 1.79 แสนล้านบาท แต่ก็ต้องดีเลย์เป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี หลังมีการทักท้วงเรื่องผลประโยชน์

ไทยไม่พอใจเงื่อนไขจากจีนที่ขอเป็นผู้พัฒนาที่ดินรอบทางรถไฟ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จีนเสนอยังสูงมาก ทำให้ไทยและจีนต้องเจรจากันใหม่อีกรอบ ซึ่งผลคือไทยจะเป็นผู้ออกเงินทุนเองทั้งหมด ส่วนจีนจะเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ส่วนทางรถไฟที่จะเชื่อมจากไทยไปยังมาเลเซียยังคงเป็นแค่แนวคิดที่ยังไม่ได้รับการดำเนินการไปจนถึงขั้นก่อสร้าง

ขณะที่ในประเทศที่เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของจีนอย่าง "ปากีสถาน" ยังเพิ่งยกเลิกโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสินธุ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.48 แสนล้านบาท) หลังปากีสถานไม่พอใจที่จีนต้องการถือหุ้นในเขื่อนดังกล่าว ซึ่งแม้จีนจะปฏิเสธ แต่ปากีสถานก็ได้ยกเลิกโครงการดังกล่าวในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

กระบวนการทางการเมืองและการประเมินผลประโยชน์ไม่ใช่แค่ปัญหาทางการเมืองเดียวที่เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทางของจีน แต่ความไม่สงบในพื้นที่และการบริหารจัดการที่ทำให้การก่อสร้างเผชิญกับปัญหา เช่น ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน ยังครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดบาลูจิสถานที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงยังวางระเบิดท่อส่งก๊าซและโจมตีวิศวกรจากจีนอีกด้วย

ส่วนในด้านของ "อินโดนีเซีย" แม้จีนจะได้คว้าสัญญาสร้างทางรถไฟความเร็วสูงแห่งแรกจากกรุงจาการ์ตาไปบันดุง เมื่อปี 2015 แต่การก่อสร้างยังคงแทบจะยังไม่เริ่ม เนื่องจากการขอเวนคืนที่แถบเส้นทางรถไฟเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยล่าสุด ลูฮัท ปินซาร์ ปันไจตัน รัฐมนตรีกระทรวงความร่วมมือทางทะเล ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังจะทบทวนโครงการรถไฟจาการ์ตา-บันดุง เพื่อหาต้นตอของปัญหาและแก้ไข แต่ย้ำว่าไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับการเงินและจะไม่แก้ไขสัญญาที่ทำกับจีน

"การสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเหล่านี้มักจะยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากต้องฝ่าปัญหาด้านที่ดิน ด้านเงินทุน และด้านเทคโนโลยี" เมอร์เรย์ ฮายเบิร์ท จากศูนย์ศึกษากลยุทธ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ องค์กรคลังสมองในกรุงวอชิงตัน เปิดเผย กับสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันด้านเงินทุนก็ถือเป็นอีกอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้การดำเนินการผลักดันโครงการทางสายไหมแห่งใหม่ของจีนต้องเผชิญปัญหา เช่นใน "เมียนมา" ที่ต้องยกเลิกการสร้างโรงกลั่นน้ำมันมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.6 หมื่นล้านบาท) ในเดือน พ.ย. เนื่องจากปัญหาทางการเงิน ขณะที่ในปากีสถานไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องเงินทุนสำหรับโครงการทางรถไฟ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) และสนามบินกวาดาร์ มูลค่า 260 ล้านดอลลาร์ (ราว 8,320 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคต่างๆ ไม่อาจหยุดจีนไม่ให้ผลักดันโครงการ "1 แถบ 1 เส้นทาง" ต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนบรรจุแผนดังกล่าวเข้าไปในรัฐธรรมนูญ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันแผนการดังกล่าวให้สำเร็จ

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า จีนเตรียมเพิ่มทุนสำหรับกองทุนความร่วมมือการลงทุนจีน-อาเซียน ซึ่งเป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง อีก 3,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.6 หมื่นล้านบาท)

ขณะเดียวกันจีนยังได้ผลักดันโครงการดังกล่าวขยายไปจนถึงอเมริกาใต้ โดย หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน เดินทางเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือระหว่างจีนและกลุ่มประเทศละตินอเมริกาและแคริบเบียน ที่ประเทศชิลี พร้อมกับชวนให้กลุ่มประเทศดังกล่าวเข้าร่วมโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง

การชักชวนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทุนจีนที่เข้าไปลงทุนในด้านโครงสร้างไปแล้วอย่างน้อย 7,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.52 แสนล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว โดยมีบราซิลเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ ตามการประเมินของดีลโลจิก บริษัทที่คอยจัดทำข้อมูลการซื้อกิจการทั่วโลก ท่ามกลางการจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจีนกำลังขยายโครงการดังกล่าวเข้าไปในอเมริกาใต้

การทำงานใหญ่ของจีนกำลังเผชิญปัญหาด้านการเมืองทั้งในเชิงกระบวนการและปัญหาการบริหารจัดการ กลายเป็นก้อนหินที่ขวางทางความพยายามของจีนอยู่ กระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งไม่ให้มหาอำนาจแดนมังกรขยายแขนขาครอบคลุมทั่วทั้งโลกได้ n

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่