
รวยกระจุก จนกระจาย
นันทิยา วรเพชรายุทธแทบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติไปแล้ว ที่ก่อนการประชุม "เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม" (WEF) ในแต่ละปี จะต้องมีการเปิดเผยรายงาน เรื่อง "คนจน-ความไม่เท่าเทียม" ออกมารับเหล่าผู้ร่วมประชุมในเมืองสกีรีสอร์ทสุดหรู ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
นันทิยา วรเพชรายุทธ
แทบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติไปแล้ว ที่ก่อนการประชุม "เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม" (WEF) ในแต่ละปี จะต้องมีการเปิดเผยรายงาน เรื่อง "คนจน-ความไม่เท่าเทียม" ออกมารับเหล่าผู้ร่วมประชุมในเมืองสกีรีสอร์ทสุดหรู ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
สำหรับปีนี้ องค์กรบรรเทาทุกข์ต่อต้านความยากจนเจ้าเก่าอย่างออกซ์แฟม ระบุว่า ในความมั่งคั่งทั้งหมด 100% ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว พวกมหาเศรษฐีระดับยอดภูเขาน้ำแข็งของโลกที่เรียกกันว่ากลุ่มท็อป 1% นั้น เอาไปกินเรียบเกือบหมดถึง 82% เหลือส่วนแบ่งเพียงแค่ 18% ให้คนกว่า 7,500 ล้านคน บนโลกเอาไปแบ่งที่เหลือ
และในปีแห่งตลาดหุ้นทั่วโลกทุบสถิติใหม่กันถล่มทลายเป็นว่าเล่นนั้น ประชากรอีก 3,700 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของโลกที่อยู่ในกลุ่มคนยากจนที่สุด กลับไม่ได้อะไรเลย
แน่นอนว่าข้อมูลหรือตัวเลขทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ประหลาดใจ ในทางตรงกันข้าม เรามักจะสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษก็ต่อเมื่อเราเผชิญชะตากรรมเดียวกันในภาวะเศรษฐกิจขาลง และมักจะเพิกเฉยเมื่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น
เราตื่นตัวกับข่าวความร่ำรวยที่ไม่เป็นธรรมกันเป็นพิเศษหลังช่วงวิกฤตปี 2008 แต่หลังจากนั้นเกือบ 10 ปี เราเลือกที่จะร่วมกระโดดโหนรถขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งโลก แม้จะมีตัวหารมากถึง 99% ของประชากรโลกกับส่วนแบ่ง 18% ก็ตาม
จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในยุคเศรษฐกิจเสรีนิยมที่ "ใครทำใครได้" แต่ออกซ์แฟมพยายามทำให้เราฉุกคิดกันว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ" เพราะแม้เราจะเลือกรับเสรีนิยมมากกว่าคอมมิวนิสต์ แต่การที่สินทรัพย์ของมหาเศรษฐีเพียงไม่กี่คนเท่ากับสินทรัพย์ของคนมากกว่าครึ่งโลก และความมั่งคั่งเกือบทั้งหมดไปกระจุกตัวที่คนรวยแค่ 1% ทั้งที่คนจำนวนมากต่างก็ทำงานกัน ไม่ได้นั่งงอมืองอเท้าเฉยๆ นั้น เราจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นเรื่องปกติได้อย่างไร
อินิโก มาร์เซียส อัยมาร์ ผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้บอกว่า โมเดลเศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหา โดยเฉพาะการกระจายความมั่งคั่งที่ขาดความสมดุลอย่างหนัก ที่ทำให้เราเห็นตัวเลขความเหลื่อมล้ำหนักเช่นนี้ จึงเน้นย้ำในรายงานปีนี้ว่า Reward Work, not Wealth หรือตอบแทนคนทำงานให้เป็นธรรมมากกว่านี้หน่อย ไม่ใช่ปล่อยให้เงินไปกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มคนร่ำรวย ผู้บริหารระดับสูง หรือผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว
ภาวะ "รวยกระจุก จนกระจาย" อาจเป็นสิ่งที่หลายประเทศที่มีสังคมชนชั้นกลางกำลังเติบโต อาจมองไม่ค่อยเห็น เพราะชนชั้นกลางที่มีการศึกษาสูงขึ้นต่างก็พยายามถีบตัว ไม่ว่าจะด้วยการทำงาน หรือพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในหุ้น หรืออะไรก็ตามที่ทำให้รวยขึ้นมา แต่ที่สุดแล้วเราจะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าภาวะการกระจุกตัวที่เหลื่อมล้ำสูงนั้น เป็นปัญหาใหญ่ที่ขวางการพัฒนาของประเทศ เมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีความมั่งคั่งพอที่จะบริโภคได้ หรือหากบริโภคบนหนี้ที่หยิบยืมมาใช้ก่อนนั้น ก็จะเป็นงูกินหางที่กลับมาเป็นปัญหาวนไปจากระดับครัวเรือนสู่ระดับชาติในที่สุด โดยที่อัตราจีดีพีเติบโต นั้น ก็อาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ คนส่วนใหญ่ของประเทศได้ n







