posttoday
จันทร์สีเลือด บลูมูน และซูเปอร์มูน

จันทร์สีเลือด บลูมูน และซูเปอร์มูน

21 มกราคม 2561

วันสิ้นเดือน ม.ค. 2561 จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงให้สังเกตได้บนท้องฟ้าประเทศไทยและในอีกหลายประเทศ

โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด

วันสิ้นเดือน ม.ค. 2561 จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงให้สังเกตได้บนท้องฟ้าประเทศไทยและในอีกหลายประเทศ เนื่องจากซีกโลกด้านที่เป็นกลางคืนทั้งหมดสามารถเห็นดวงจันทร์ได้พร้อมกันในวันเพ็ญ แต่เวลาแตกต่างกันในแต่ละเขตเวลา ประเทศไทยเห็นจันทรุปราคาได้ในช่วงเวลาหัวค่ำของวันที่ 31 ม.ค. ขณะที่ทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีเวลาท้องถิ่นช้ากว่าจะเห็นได้ในช่วงเช้ามืดของวันเดียวกัน

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงจันทรุปราคาครั้งนี้มากขึ้นตามเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ประเด็นที่ถูกยกมาพูดนอกจากจันทรุปราคาครั้งนี้จะเป็นแบบเต็มดวง ซึ่งไม่ได้มีมาให้เห็นได้บ่อยๆ แล้ว ยังมีเหตุการณ์อีกสองอย่างที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน นั่นคือบลูมูนและซูเปอร์มูน

จันทรุปราคาเต็มดวงถูกเรียกว่าจันทร์สีเลือดเนื่องจากขณะเกิดปรากฏการณ์ ดวงจันทร์ปรากฏเป็นสีแดง สาเหตุเป็นเพราะแสงอาทิตย์เดินทางผ่านบรรยากาศโลกก่อนจะไปตกที่ดวงจันทร์ แสงอาทิตย์เป็นแสงสีขาวซึ่งประกอบขึ้นจากแสงสีต่างๆ สามารถมองเห็นแยกออกได้เป็นสีรุ้งด้วยปริซึม เมื่อแสงอาทิตย์ผ่านบรรยากาศโลก ขนาดและความหนาแน่นของโมเลกุลอากาศ ทำให้แสงทางด้านสีน้ำเงินซึ่งมีความยาวคลื่นสั้นกระเจิงไปมากที่สุด เหลือแสงทางด้านสีแดงซึ่งมีความยาวคลื่นยาวกว่าส่องผ่านบรรยากาศและหักเหเข้าในเงามืดของโลก เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนผ่านเงามืดของโลก แสงสีแดงก็ไปตกกระทบลงบนพื้นผิวทำให้มองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดง (ทำนองเดียวกับการที่เราเห็นดวงอาทิตย์เป็นสีแดงขณะเพิ่งขึ้นเหนือขอบฟ้าหรือใกล้ตกลับขอบฟ้า)

บลูมูน (Blue moon) เป็นคำที่นักดาราศาสตร์ใช้เรียกดวงจันทร์เพ็ญที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของเดือนปฏิทิน ปกติเรามักพบจันทร์เพ็ญเพียงครั้งเดียวในแต่ละเดือน แต่มีบางเดือนที่มีจันทร์เพ็ญสองครั้ง คือจันทร์เพ็ญครั้งแรกอยู่ในช่วงต้นเดือน และจันทร์เพ็ญครั้งที่สองอยู่ในช่วงปลายเดือน

จันทร์เพ็ญติดกันสองครั้งห่างกันเฉลี่ย 29.53 วัน เดือน ก.พ.มี 28-29 วัน จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีบลูมูนในเดือน ก.พ. ส่วนเดือนอื่นๆ มี 30 หรือ 31 วัน โอกาสที่จะเกิดบลูมูนในเดือนที่มี 31 วันจึงมากกว่าเดือนที่มี 30 วัน เดือน ม.ค. 2561 เป็นเดือนที่มีจันทร์เพ็ญสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ม.ค.และอีกครั้งจะเกิดขึ้นใน วันที่ 31 ม.ค.จันทร์เพ็ญที่จะถึงนี้จึงถูกเรียกว่าบลูมูน

เมื่อย้อนไปหาที่มาของคำว่าบลูมูนเราจะพบว่าในอดีต บลูมูนที่ใช้ในทางดาราศาสตร์ไม่ได้หมายถึงจันทร์เพ็ญครั้งที่ 2 ของเดือนอย่างที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่หมายถึงจันทร์เพ็ญครั้งที่ 3 ของฤดูที่มีจันทร์เพ็ญ 4 ครั้ง

ซีกโลกเหนือแบ่งฤดูออกเป็น 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาว (ราว 22 ธ.ค.-21 มี.ค.), ฤดูใบไม้ผลิ (ราว 21 มี.ค.-22 มิ.ย.), ฤดูร้อน (ราว 22 มิ.ย.-23 ก.ย.) และฤดูใบไม้ร่วง (ราว 23 ก.ย.-22 ธ.ค.) แต่ละฤดูยาวนาน 3 เดือน ส่วนใหญ่ฤดูหนึ่งจึงมีจันทร์เพ็ญ 3 ครั้ง เมื่อรวมกันทั้ง 4 ฤดู ส่วนใหญ่ในปีหนึ่งจึงมีจันทร์เพ็ญ 12 ครั้ง

บางฤดูของบางปีเราจะพบว่าสามารถมีจันทร์เพ็ญได้ 4 ครั้ง เช่น ฤดูใบไม้ผลิในปี 2559 มีจันทร์เพ็ญ 4 ครั้ง ได้แก่ 23 มี.ค., 22 เม.ย., 22 พ.ค. และ 20 มิ.ย. ซึ่งก็คือจันทร์เพ็ญครั้งแรกอยู่ต้นฤดู และครั้งสุดท้ายอยู่ปลายฤดู จันทร์เพ็ญครั้งที่ 3 (22 พ.ค.) จะเรียกว่าบลูมูนตามนิยามดั้งเดิม ซึ่งใช้ในปฏิทินรายปี Maine Farmers' Almanac ในสหรัฐอเมริกา ส่วนบลูมูนที่หมายถึงจันทร์เพ็ญครั้งที่ 2 ของเดือน มีที่มาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้เขียนบทความลงในนิตยสาร Sky & Telescope ซึ่งต่อมานิยามนี้ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายจนเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน

ส่วนที่มาของคำว่า Blue มีคำอธิบายว่านำมาใช้แทนคำว่า Belewe ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษเก่า มีสองความหมาย คือ สีน้ำเงินและการทรยศ บลูมูนจึงเป็นจันทร์เพ็ญครั้งที่ 13 ในปีหนึ่งซึ่งควรมีจันทร์เพ็ญแค่ 12 ครั้ง นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับวันอีสเตอร์และพิธีกรรมในศาสนาคริสต์

ซูเปอร์มูน (Supermoon) เป็นคำที่เราพบได้บ่อยขึ้นในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ใช้เรียกจันทร์เพ็ญ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงใกล้วันที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุด ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี มีระยะห่างจากโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยผ่านจุดใกล้โลกที่สุดเฉลี่ยทุกๆ 27.55 วัน หากจันทร์เพ็ญมาตรงหรือใกล้เคียงกับวันที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุด ดวงจันทร์เพ็ญจะมีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ซึ่งถ้าเทียบกับช่วงที่อยู่ไกลโลกที่สุดจะต่างกันประมาณร้อยละ 14

เดือนนี้ดวงจันทร์ผ่านตำแหน่งใกล้โลกที่สุด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2561 เวลา 05.00 น. ที่ระยะห่าง 356,565 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับจันทร์เพ็ญที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันเวลา 09.24 น. ส่วนครั้งที่ 2 ดวงจันทร์จะใกล้โลกที่สุดในวันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 17.00 น. ที่ระยะห่าง 358,993 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับจันทร์เพ็ญที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ม.ค. 2561 บางคนอาจเรียกดวงจันทร์เพ็ญในวันสิ้นเดือนนี้ว่าซูเปอร์มูน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนิยามให้ดวงจันทร์ต้องอยู่ใกล้แค่ไหนหรือห่างจากวันที่ใกล้โลกที่สุดมากเพียงใดถึงจะเรียกว่าซูเปอร์มูน

ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาได้กล่าวว่าการเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงในวันที่เป็นบลูมูนพร้อมกัน ถือเป็นเหตุการณ์ที่นานๆ จะเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้เคยเกิดขึ้นเมื่อกว่า 150 ปีที่แล้ว ซึ่งหากมอง ในมุมของฝั่งอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ถูก นำมาอ้างอิง ก็อาจถือได้ว่าถูกต้อง เนื่องจาก ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 1866

สำหรับประเทศไทย เคยเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงและบลูมูนพร้อมกันเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่แล้ว วันที่ 30 ธ.ค. 2525 เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงเห็นได้ในเวลาหัวค่ำ เป็นจันทร์เพ็ญครั้งที่ 2 ของเดือน (ครั้งแรกวันที่ 1 ธ.ค.) และอาจถือว่าซูเปอร์มูนด้วย เพราะใกล้เคียงกับวันที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2525

หากมองไปในอนาคต จันทรุปราคาเต็มดวงที่เป็นบลูมูนจะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 2571 นอกจากนี้ ยังเป็นเหตุการณ์พิเศษสำหรับประเทศไทยและประเทศที่ใช้เขตเวลาเดียวกัน เนื่องจากจันทรุปราคาเต็มดวงของคืนนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างปี 2571 กับ 2572 หมายความว่าเราจะนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่พร้อมกับดวงจันทร์สีแดงบนท้องฟ้า

ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (21-28 ม.ค.)

เวลาเช้ามืดเรายังคงมีโอกาสเห็นดาวพุธ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกเช่นเดียวกับสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง แยกแยะได้ว่าดาวพฤหัสบดีสว่างกว่าและอยู่สูงกว่าดาวอังคาร

ดาวเสาร์อยู่ต่ำลงไปในกลุ่มดาวคนยิงธนู ส่วนดาวพุธซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวเดียวกันมีตำแหน่งอยู่ใกล้ขอบฟ้ามากที่สุด สัปดาห์นี้เป็นช่วงสุดท้ายที่มีโอกาสเห็นดาวพุธ ปลายเดือน ม.ค. ดาวพุธจะเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเกตได้

สัปดาห์นี้เป็นข้างขึ้น ช่วงแรกมองเห็นจันทร์เสี้ยวอยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ วันที่ 25 ม.ค.ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงเมื่อทำมุม 90 องศากับดวงอาทิตย์ ค่ำวันที่ 27 ม.ค.ดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวอัลเดบารันในกลุ่มดาววัวที่ระยะห่างเพียง 1 องศา

สถานีอวกาศนานาชาติโคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ โดยมีลักษณะเป็นดาวสว่างเคลื่อนที่บนท้องฟ้า

เช้ามืดวันจันทร์ที่ 22 ม.ค. 2561 กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเห็นสถานีอวกาศเริ่มปรากฏขณะออกจากเงามืดของโลกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในเวลา 05.39 น. ที่มุมเงย 38 องศา จากนั้นเคลื่อนไปทางซ้าย ผ่านจุดสูงสุดในอีกราวครึ่งนาทีถัดมาที่มุมเงย 41 องศา แล้วเคลื่อนต่ำลง สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 05.43 น.

ค่ำวันเดียวกัน สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 18.53 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวา ถึงจุดสูงสุดในเวลา 18.56 น. ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่มุมเงย 41 องศา แล้วเคลื่อนต่ำลง สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศเหนือในเวลา 18.59 น.

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่