
บูมผลไม้กลุ่มพรีเมียม
วัชมนฟู้ดรุ่น 2 ขยายโอกาสผลไม้พรีเมียมเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมเปิดร้านอาหารเครื่องดื่มจากผลไม้ หวังปีนี้ขาย 3,500 ล้าน
วัชมนฟู้ดรุ่น 2 ขยายโอกาสผลไม้พรีเมียมเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมเปิดร้านอาหารเครื่องดื่มจากผลไม้ หวังปีนี้ขาย 3,500 ล้าน
น.ส.วิภาวี วัชรากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลไม้เกรดพรีเมียมของไทย เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดผลไม้เกรดพรีเมียมที่มีมากปีละกว่าหมื่นล้านบาท วัชมนฟู้ดมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 20-25% ซึ่งบริษัทต้องการเติบโตและเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย จึงลงทุนใหญ่กว่า 65 ล้านบาท ขยายโอกาสเข้าถึงผู้บริโภค และเปิดร้านอาหารเครื่องดื่มที่ผลิตจากผลไม้ เพื่อแข่งกับ คู่แข่งทั้งในและนอกประเทศ
ทั้งนี้ ด้วยแนวโน้มความต้องการผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ องุ่นและสาลี่ ต้องยอมรับว่าการนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวจะมีต้นทุนที่สูงมาก และการร่วมมือกับแบรนด์อิพมาชุมของเกาหลี นำเข้าสินค้าไม่ว่าจะเป็น สาลี่หิมะเกาหลีชินโก สตรอเบอร์รี่เกาหลีจุ๊กฮยังและส้มเจจู เพื่อเป็นโอกาสใหม่ในการเข้าถึงลูกค้า ในราคาที่ไม่แรงมากและคุณภาพสินค้าดีไม่แพ้กัน
"แม้ว่าวัชมนจะเป็นที่รู้จักในกลุ่มธุรกิจค้าส่ง แต่บริษัทก็ต้องการเป็นที่รู้จักในผู้บริโภคทั่วไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ" น.ส.วิภาวี กล่าว
ขณะที่ปัจจุบันสินค้าของบริษัทจะมีการวางขายในกูร์เมต์ มาร์เก็ตแล้ว แต่ก็ต้องการขยายช่องทางจำหน่ายจึงร่วมมือกับบิ๊กซี เอ็กซ์ตร้าอีก 6 สาขา ในการนำสินค้าพรีเมียมเข้ามาวางขาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น โดยจะใช้งบตลาดไม่น้อยกว่า 25 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด
น.ส.วิภาวี กล่าวว่า บริษัทมองเห็นโอกาสด้านกำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในเมืองและเน้นความรวดเร็ว จึงเพิ่ม 3 ธุรกิจใหม่ คือ ผลไม้ตัดแต่งพร้อมทาน โดยเป็นความร่วมมือกับเทสโก้ โลตัส คาดว่าจะเห็นในช่วงกลางปีนี้ รวมทั้งเตรียมส่งน้ำผลไม้สกัดเย็นพร้อมดื่ม ในราคาจำหน่าย 29-79 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถจับต้องได้
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดร้านเครื่องดื่มและของว่างที่ใช้ผลไม้มาเป็นส่วนประกอบ จับเทรนด์ผู้บริโภคซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มองไว้ 3 ย่าน คือ สุขุมวิท บางแค และพัฒนาการ นอกจากจะเป็นที่พบปะของคนรุ่นใหม่แล้ว ยังเป็นศูนย์กลางในการจัดส่งและควบคุมสินค้า คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้ รวมทั้งบริษัทมีแผนจะบุกตลาดต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคต่างชาติ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงศึกษาตลาดคาดอีก 3 ปีน่าจะมีความชัดเจนขึ้น
ด้านรายได้ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 50% หรือทำได้ 3,500 ล้านบาท หลังรายได้ปี 2560 เพิ่มขึ้นเพียง 2-3% หรือ 2,600 ล้านบาท พลาดเป้าจากที่วางไว้เพราะยอดขายมาดีช่วง 2 เดือนสุดท้ายเท่านั้น







