posttoday
โอกาสพรรคเล็กในสนามการเมืองปี’61

โอกาสพรรคเล็กในสนามการเมืองปี’61

17 มกราคม 2561

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว พรรคการเมืองขนาดเล็กกลับมาเป็นที่สนใจในการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งในแง่การเป็นตัวแปรทางการเมืองที่จะสามารถทำให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนนอก หรือทำให้เกิดการสืบทอดตำแหน่งทางการเมือง และแม้กระทั่งการเป็นตัวชี้วัดในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งว่าจะเกิดขึ้นได้ยากหรือง่าย หรือจะเป็นการจับขั้วเพื่อก่อให้เกิดการมีนายกรัฐมนตรีในรูปแบบที่คุ้นชินหรือเป็นรูปแบบอื่นที่ยังไม่คุ้นเคย

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

พรรคการเมืองขนาดเล็กกลับมาเป็นที่สนใจในการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งในแง่การเป็นตัวแปรทางการเมืองที่จะสามารถทำให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนนอก หรือทำให้เกิดการสืบทอดตำแหน่งทางการเมือง และแม้กระทั่งการเป็นตัวชี้วัดในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งว่าจะเกิดขึ้นได้ยากหรือง่าย หรือจะเป็นการจับขั้วเพื่อก่อให้เกิดการมีนายกรัฐมนตรีในรูปแบบที่คุ้นชินหรือเป็นรูปแบบอื่นที่ยังไม่คุ้นเคย

แม้ว่าหลายคนอาจมองว่าโอกาสการเป็นตัวแปรหรือตัวชี้วัดทางการเมืองของพรรคการเมืองขนาดเล็กนั้นมีอยู่ แต่หากคิดให้ลึกอีกสักหน่อยเราควรต้องถอยกลับมาหนึ่งก้าว แล้วถามว่าโอกาสการเป็นตัวแปรและตัวชี้วัดของพรรคเล็กนั้น ถ้าเกิดขึ้นพรรคเล็กจะต้องตั้งให้เกิดขึ้นให้ได้ตามข้อกำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองได้อย่างไร และเมื่อตั้งเป็นพรรคการเมืองได้แล้วโอกาสในการ ที่จะชนะการเลือกตั้งนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน เมื่อมองผ่านข้อกำหนดในกฎหมายและคณิตศาสตร์ทางการเมืองและ การเลือกตั้ง

เมื่อมองทางคณิตศาสตร์ทางการเลือกตั้งแล้ว โอกาสของพรรคเล็กในการที่จะชนะการเลือกตั้งและได้ที่นั่งในสภานั้นมีอยู่มาก ด้วยระบบเลือกตั้งที่ถูกออกแบบมา

ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม หรือในภาษาอังกฤษว่า Mixed Member Apportionment (MMA) นั้น หัวใจของระบบการเลือกตั้งนี้การทำให้เกิดการได้สัดส่วนระหว่างคะแนนเสียงที่คนเลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้นถูกเปลี่ยนทำให้เป็นที่นั่งในสภาที่ได้สัดส่วนสมดุลกัน นั่นก็คือ หากมีคนเลือก พรรค ก. ในคะแนนเสียงที่คิดเป็นจำนวนร้อยละ 25 ของคะแนนเสียงที่ออกมาใช้สิทธิ ที่นั่งในสภาที่พรรค ก. จะได้รับก็จะเป็นจำนวนร้อยละ 25 ของที่นั่งในสภาเช่นเดียวกัน ซึ่งการใช้ระบบการเลือกตั้งและวิธีการคำนวณที่นั่งจากคะแนนเสียงแบบนี้ถือได้ว่าก่อให้เกิดความเป็นธรรมจากการเลือกตั้งมากที่สุด

แต่สำหรับพรรคขนาดเล็กแล้วความเป็นธรรมในการคำนวณที่นั่งในสภานี้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันในการเลือกตั้งอีกทางหนึ่ง เพราะเกณฑ์ ขั้นต่ำในการให้ได้รับที่นั่งในสภานั้นไม่ได้มีค่าสูงแต่อย่างใด หมายความว่าหากพรรคขนาดเล็กสามารถทำให้พรรคได้รับคะแนนเสียงเป็นจำนวนเพียงร้อยละ 1 ของคะแนนเสียงทั้งหมด พรรคก็จะได้รับที่นั่งในสภาถึง 5 ที่นั่ง

เรามามองกันในเชิงตัวเลขแบบชัดๆ ว่า พรรคการเมืองควรจะได้คะแนนเสียงเท่าไหร่เพื่อให้ได้ที่นั่งในสภาจำนวน 1 ที่นั่ง ซึ่งตัวเลขที่ได้จะทำให้เราเข้าใจว่าพรรคการเมืองขนาดเล็กนั้นมีโอกาส มากน้อยเพียงใด

เริ่มจากการยกจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะมีจำนวนประมาณ 50 ล้านคน (ตัวเลขอ้างอิงจากการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2559) ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงจะออกไปใช้สิทธิประมาณ ร้อยละ 70 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด จึงเท่ากับว่าในการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปลายปี 2561 นี้อาจจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิประมาณ 35 ล้านคน เท่ากับ 35 ล้านเสียง คือเป็นร้อยละ 100

เมื่อนำจำนวน สส.ที่พึงจะมีที่ 500 ที่นั่ง มาหารจำนวนคะแนนเสียง ก็จะได้ว่าการที่พรรคการเมืองจะได้ 1 ที่นั่งนั้นก็จะประมาณ 7 หมื่นเสียง การที่สามารถนำตัวเลข 500 มาหารจำนวนคะแนนเสียงได้เลยก็เป็นเพราะว่า กฎหมายเลือกตั้งไม่ได้ระบุจำนวนร้อยละขั้นต่ำของคะแนนเสียงที่จะได้เพื่อนำมาคำนวณ ที่นั่ง (ต่างจากการกำหนดในระบบ การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดขั้นต่ำที่ร้อยละ 5)

เป็นที่เข้าใจกันว่าโอกาสในการชนะที่นั่ง สส.แบบแบ่งเขตของพรรคขนาดเล็กนั้นจะมีน้อยกว่าพรรคที่มีขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นหลายๆ พรรคการเมืองขนาดเล็กก็น่าจะใช้ยุทธศาสตร์การเก็บคะแนนเสียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะในระบบบัญชีรายชื่อมากกว่า ทั้งนี้เพราะเอื้อให้ได้รับที่นั่งจากระบบเลือกตั้งนั้นมีอยู่สูง

เช่นนี้แล้ว พรรคการเมืองขนาดเล็กก็คงต้องคำนวณว่า พรรคการเมืองของตนนั้นจะส่งผู้สมัครลงกี่เขตเลือกตั้งให้ได้อย่างน้อย 7 หมื่นคะแนน ซึ่งจะเห็นว่าเขตที่จะส่งลงนั้นอาจไม่ต้องมากเท่าไร และเมื่อเทียบดูจำนวนของเสียงที่ต้องเอาชนะเพื่อให้ได้ 1 ที่นั่งแล้วนั้น มีจำนวนน้อยกว่าคะแนนเสียงที่ต้องได้ เมื่อเทียบกับระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เสียอีก

อย่างไรก็ดี แม้โอกาสการชนะการเลือกตั้งนั้นดูเหมือนจะมีมากหากมองเพียงการเลือกตั้ง แต่หากพิจารณาให้ชัดๆ ว่า การจะลงเลือกตั้งได้ก็ต้อง ตั้งพรรคให้ได้เสียก่อน

ตามข้อกำหนดต่างๆ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 และคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ที่ว่าด้วยพรรคการเมืองและที่ถูกมองว่าเป็นคำสั่งเพื่อปลดล็อกพรรคการเมืองนั้น จะเห็นว่า การตั้งพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองนั้นมีขั้นตอนและข้อกำหนดที่กลุ่ม บุคคลหรือบุคคลที่มีความคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองนั้นต้องกระทำเป็นขั้นตอนที่มากและต้องมีการวางแผนและดำเนินงานที่ต่อเนื่อง

สำหรับกลุ่มบุคคลที่คิดจะตั้งพรรคการเมืองที่คิดจะเริ่มต้นจากการเป็นพรรคขนาดเล็กแล้วนั้น การระดมทุนเพื่อให้มีเป็นทุนประเดิมพรรคการเมืองนั้น อาจจะต้องออกแรงมากกว่ากลุ่มบุคคล ที่มีทรัพยากรมากว่า และด้วยข้อกำหนดในเรื่องของการมีสมาชิกพรรคการเมืองและการชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองของสมาชิก รวมทั้งการจัดให้มีสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด (ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้การเลือกตั้งขั้นต้นหรือที่เรียกกันว่าไพรมารีโหวตเกิดขึ้นได้) แม้คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 จะมีการขยายช่วงเวลาของการทำตามกฎหมายออก ไปจากที่เคยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง แต่การปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายและทำให้เกิดผลทางการเมืองและทันกับการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2561 นั้นดูท่าว่าจะมีความยากลำบากอยู่

แม้พรรคการเมืองขนาดเล็กจะสามารถตั้งได้ แต่การเชื่อมโยงกับสังคมหรือการที่จะทำให้คนออกมาเลือกพรรคขนาดเล็ก โดยเฉพาะพรรคหน้าใหม่นั้นอาจจะดูมีอุปสรรคอยู่มาก นอกเสียจากว่าพรรคขนาดเล็กที่ตั้งได้นั้นเป็นพรรค ที่มี สส.เก่าอยู่ในพรรค ซึ่งฐานเสียงเก่าๆ นั้นก็น่าจะเพียงพอที่จะนำไปคำนวณและกลายเป็นที่นั่งในสภาได้

ในที่สุดแล้ว สปอตไลต์ที่ส่องไปยังพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่ว่าด้วย ความคาดหวังหรือความกังวลก็ตาม แต่ อาจจะต้องถอยออกมาเพื่อให้พรรคการเมืองเหล่านั้นได้เตรียมตัวและเตรียมกลยุทธ์ในการตั้งพรรคตามข้อกำหนดที่ดูเหมือนจะทำให้ตั้งยากและถูกยุบง่าย แต่ถ้าตั้งได้แล้วจริงๆ การได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสำหรับพรรคในสถานะคล้ายกันก็มีมากกว่าการเลือกตั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา n

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน