
การปฏิวัติอุตสาหกรรม สู่ดิจิทัล
พสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช.การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ของโลกคือ การนำเครื่องจักรไอน้ำมาทดแทนแรงงานสัตว์ ซึ่งทำให้กำลังการผลิตและประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นมหาศาล และยังทำให้มนุษย์ยังมีเวลาว่างเพียงพอที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย ดังนั้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์โลกและยังมีผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบัน
พสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช.
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ของโลกคือ การนำเครื่องจักรไอน้ำมาทดแทนแรงงานสัตว์ ซึ่งทำให้กำลังการผลิตและประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นมหาศาล และยังทำให้มนุษย์ยังมีเวลาว่างเพียงพอที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย ดังนั้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์โลกและยังมีผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบัน
หนังสือเรื่อง Fifty things that made the modern economy โดย Tim Harford เล่มเดียวกับตอนที่แล้ว ที่เล่าถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกครั้งที่สำคัญ แต่มักไม่ได้มีการกล่าวถึง นั่นคือการนำเอาไฟฟ้ามาทดแทนไอน้ำ
หลังจากมีการใช้ไอน้ำอย่างกว้างขวางระบบไอน้ำกลายเป็นเครื่องจักรสำคัญของโลก ระบบการผลิตทุกอย่างในโลกตั้งแต่โรงงานผลิตเข็ม ไปจนถึงระบบขนส่ง เช่น รถไฟ ต่างใช้พลังงานขับเคลื่อนจากระบบไอน้ำ เรียกได้ว่าโลกถูกขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ
จนในช่วงปี 1880 โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) และโจเชฟ สวอน (Joseph Swan) ได้ประดิษฐ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นมา ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของโลก
นักประดิษฐ์ทั้งสองคนพบว่าเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจะกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่สามารถใช้ทดแทนไอน้ำได้ และพลังงานจากไฟฟ้ามีข้อดีเหนือพลังงานจากไอน้ำทุกๆ ด้าน พลังงานไฟฟ้ามีต้นทุนที่ถูกกว่า และหากใช้ไม่หมดก็สามารถเก็บสะสมได้
โรงงานหลายโรงต่างเริ่มมีการใช้ระบบไฟฟ้าทดแทนระบบไอน้ำในบางส่วนของโรงงาน แต่ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนโครงสร้างโรงงานได้ทั้งหมด เพราะระบบการผลิตส่วนใหญ่ถูกออกแบบบนพื้นฐานของกลไกพลังงานจากไอน้ำ อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมเปลี่ยนจากไอน้ำมาเป็นไฟฟ้าก็มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงปี 1910 หลายโรงงานที่ติดตั้งระบบไฟฟ้าในบางส่วนของโรงงานเริ่มกลับไปใช้ระบบไอน้ำเช่นเดิม เพราะการใช้ระบบไฟฟ้ากลับไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานเช่นที่คาดหวัง คำถามคือทำไมทั้งๆ ระบบไฟฟ้าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าจะทดแทนระบบไอน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโรงงานได้ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ใช่เช่นนั้น
คำตอบคือ "โครงสร้างโดยรวม" ระบบส่วนใหญ่ของโรงงานยังอิงกับพลังงานไอน้ำ การเปลี่ยนบางส่วนเป็นระบบไฟฟ้า นอกจากจะไม่ได้ช่วยอะไรได้มากแล้ว ในบางกรณียังจำเป็นต้องดัดแปลงโครงสร้างเดิมให้รองรับระบบไฟฟ้าด้วย และที่สำคัญการใช้ระบบไฟฟ้ายังเปลี่ยนวิธีการในการใช้แรงงานของคนด้วย ระบบไอน้ำมนุษย์เป็นคนกำหนดความเร็วในการผลิต เร็วหรือช้าอยู่ที่การเติมเชื้อเพลิง แต่ระบบไฟฟ้า ระบบเป็นผู้กำหนดความเร็วในการผลิต
ดังนั้น การนำระบบไฟฟ้ามาทดแทนระบบไอน้ำในช่วงแรกจึงเต็มไปด้วยปัญหา เพราะโครงสร้างโดยรวมยังไม่ปรับให้รองรับ รวมถึงวิธีการทำงานของมนุษย์ยังไม่สามารถปรับได้ทัน ซึ่งข้อหลังนี้คือปัญหาสำคัญของทุกการเปลี่ยนแปลง
เช่นเดียวกับความพยายามที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือนโยบายไทยแลนด์ 4.0 การคาดหวังว่าจะนำเอานวัตกรรมดิจิทัลใดนวัตกรรมหนึ่งมาพลิกโฉมประเทศคงไม่สามารถคาดหวังได้ แต่คงจะต้องพิจารณา "โครงสร้างโดยรวม" ของประเทศด้วยเช่นกัน ว่าโครงสร้างโดยรวมทั้งในเชิงวิธีคิดของผู้ที่เกี่ยวข้อง ระบบบริหาร ระบบปฏิบัติการ และที่สำคัญโครงสร้างสังคมนั้นส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลหรือไม่ การลงทุนในเชิงวัตถุเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบของการปฏิวัติอุตสาหกรรม







