
สั่งเร่งผันเงินอีอีซีลงรากหญ้า
"สมคิด" สั่งทำงบภาคตะวันออก กระจายความเจริญอีอีซีสู่ฐานราก เผยนายกฯ ลุยลงพื้นที่ยากจนดึงหน่วยงานแก้ปัญหารายจังหวัด
"สมคิด" สั่งทำงบภาคตะวันออก กระจายความเจริญอีอีซีสู่ฐานราก เผยนายกฯ ลุยลงพื้นที่ยากจนดึงหน่วยงานแก้ปัญหารายจังหวัด
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาคตะวันออก ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปประชุมหารือร่วมกันถึงการจัดทำงบประมาณภาคตะวันออกเพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ประเทศ โดยเน้น 2 หลักใหญ่ คือ การลดความเหลื่อมล้ำและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วางแผนให้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
"ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะมองกันแค่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี จึงต้องการให้มองไปถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน เช่น การพัฒนาด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว รวมถึงการเตรียมแผนพัฒนาบุคลากร และระบบสาธารณสุข เพราะหากระบบโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ดีจะไม่จูงใจให้นักลงทุนเข้ามา โดยงบประมาณสำหรับการพัฒนาภาคทั่วประเทศมีวงเงินรวม 2.8 หมื่นล้านบาท หรือจังหวัดละประมาณ 300 ล้านบาท" นายสมคิด กล่าว
รายงานข่าวระบุว่า เบื้องต้นมีส่วนราชการจัดส่งแผนงานโครงการ โดยได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดรวม 13 กระทรวง และ 2 องค์กรมหาชน มีจำนวนแผนงานโครงการและงบประมาณในช่วงปี 2560-2564 ในภาคตะวันออกจำนวน 209 โครงการ วงเงินรวม 135,839 ล้านบาท ทั้งนี้ฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีโครงการที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออกปี 2560-2564 จำนวน 68 โครงการ วงเงินรวม 21,455 ล้านบาท และมีโครงการที่ไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออก จำนวน 141 โครงการ วงเงินรวม 114,384 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินการนอกพื้นที่เป้าหมายของแผน ขาดการเชื่อมโยงสอดคล้องตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง รวมทั้งบางโครงการมีกิจกรรมไม่ชัดเจน เป็นโครงการดำเนินการตามภารกิจปกติของหน่วยงาน
นายสมคิด กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางรายได้และการเข้าถึงบริการต่างๆ ซึ่งแนวทางการทำงานจะทำทั้งสองแนวทาง คือ ในแนวนอนที่ดำเนินการโดยกระทรวงต่างๆ บูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
สำหรับในแนวดิ่งนั้น รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่เป็นรายจังหวัด โดยจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน เริ่มจากจังหวัดที่ยากจนมาที่สุดก่อน คือ จ.แม่ฮ่องสอน ที่นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ไปเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจะตามด้วยจังหวัดที่ยากจนอื่นๆ อีก อาจจะเป็นเดือนละจังหวัด เช่น ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งหมดเพื่อส่องกล้องในแต่ละจังหวัดว่าปัญหาคืออะไร เช่น จ.แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดมีศักยภาพสูงทั้งด้านท่องเที่ยวและเกษตร แต่ติดปัญหาการเข้าถึงยาก เนื่องจากระบบการคมนาคมและขนส่งยังไม่ดีพอ จึงต้องแก้ปัญหาเรื่องการสร้างถนนที่ยังขาดอยู่และเพิ่มเที่ยวบิน หรือการขยายสนามบิน
"การที่รัฐบาลลงพื้นที่เพื่อเข้าไปดูแลคนจนไม่ให้ถูกทอดทิ้งจริงๆ ไม่ใช่เป็นการไปหาเสียง เพราะการลงไปในแต่ละครั้ง ทั้ง ธ.ก.ส. เกษตร พาณิชย์ ลงไปพร้อมกันทีเห็นปัญหาแต่ละจังหวัดที่ต่างกัน เขารู้เลยว่าจะแก้ปัญหายังไง แก้ปัญหาเหมือนแกนเอ็กซ์กับแกนวาย คือแนวนอนกระทรวงมีภารกิจบูรณาการทำงานไป ส่วนแนวดิ่งนายกรัฐมนตรี จะไปดูเป็นรายจังหวัด ประกอบกับมี บัตรคนจนแล้ว แบบนี้จะทำให้คนจน ลืมตาอ้าปากได้พอสมควร" นายสมคิด กล่าว







