
ยังแกว่งขึ้น
& โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ธนชาตemail : [email protected]เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังมีแรงเหวี่ยงเชิงบวก แทบทุกภูมิภาคเศรษฐกิจฟื้นตัวพร้อมกัน และมีสัญญาณโตดีเกินคาด อัตราเงินเฟ้อจึงมีโอกาสถูกปรับขึ้น
& โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ธนชาตemail : [email protected]
เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังมีแรงเหวี่ยงเชิงบวก แทบทุกภูมิภาคเศรษฐกิจฟื้นตัวพร้อมกัน และมีสัญญาณโตดีเกินคาด อัตราเงินเฟ้อจึงมีโอกาสถูกปรับขึ้น
ความต้องการที่ขยายตัวดีเกินคาดตามเศรษฐกิจโลก เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาโภคภัณฑ์ขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะน้ำมันและถ่านหิน
ประมาณการกำไรของบริษัทในตลาดจึงมีแนวโน้มถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มพลังงาน
ภายใต้มุมมองบวกต่อเศรษฐกิจ ทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุุ้น
สัปดาห์แรกหลังเปิดปีใหม่ มีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นทั่วโลกสูงถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 6 เท่าที่บันทึกกันมา โดยไหลเข้าทุกตลาดทั้งตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว และตลาดหุ้นเกิดใหม่
สะท้อนว่านักลงทุนอยู่ในโหมด "อยากเสี่ยง" มากขึ้น
เช่นเดียวกับผู้จัดการกองทุนที่เกือบจะ Fully Investment คือลดการถือเงินสด หันไปถือหุ้นเพิ่มขึ้น
น่าสังเกตว่าแม้จะมีแรงขายผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ถึงราว 9,000 ล้านบาท จะมีผู้ลงทุนที่ถือครบ 5 ปีปฏิทินแล้ว แต่ดัชนีหุ้นยังแกว่งขึ้นทะลุ 1,820 จุด
ภาพ Asset Allocation ยังแนะนำให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ แม้จะมีมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะค่อยๆ ขึ้นก็ตาม
ขณะที่เศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่กระเตื้องขึ้น จะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัททั่วไป จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำไปสู่การปรับขึ้นประมาณการกำไรและมูลค่าหุ้น
แนวโน้มดอลลาร์อ่อนค่ามีส่วนกระตุ้นให้เงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง ที่รวมถึงตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์
ในทางกลับกัน "บาทแข็ง" ยังคงกดดันหุ้นส่งออกต่อไป
เงินบาทเริ่มทะลุ 32 บาท/ดอลลาร์ลงมา และมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นอีก จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง กอปรกับเงินทุนไหลเข้า
อย่างไรก็ดี แรงกดดันนี้น่าจะค่อยๆ ลงบ้าง เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปลายไตรมาสแรก และไตรมาส 2 เนื่องจากเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามทันที
ระยะยาวยังมีมุมมองเชิงบวกเหมือนเดิม
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ธนชาตยืนยันมุมมองบวกต่อแนวโน้มตลาด หุ้นไทยระยะ 12-24 เดือนข้างหน้า เป้าหมายดัชนีหุ้นปีหน้าถูกปรับขึ้นเป็น 1,900 จุด และปีถัดไปที่ 2,050 จุด หนุนโดยเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 4.3% ในช่วงปี 2561-2563 สภาพคล่องในประเทศที่ยังสูงลิ่วจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แรงกดดันเงินเฟ้อยังต่ำ ทำให้อัตราดอกเบี้ยไทยยังไม่ขึ้นเร็ว
หากใช้ประมาณการปี 2561 ที่ คาดว่ากำไรจะโต 13.1% หุ้นไทยจะซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) 16.1 เท่า ใกล้เคียงกับของตลาดหุ้นเพื่อน บ้าน บนมุมมองบวกว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 4.3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ระยะสั้นดัชนีหุ้นขึ้นมาเร็วมาก มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นระดับ 8-9 หมื่นล้านบาท/วัน
ด้านหนึ่งอาจสะท้อนความมั่นใจ เต็มเปี่ยมต่อแนวโน้มการลงทุน
แต่อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่ามีการ เก็งกำไรในระดับสูง โดยเฉพาะผ่านบัญชีเงินกู้เพื่อซื้อขายหุ้น (มาร์จิ้น) และธุรกรรมบล็อกเทรด หากราคาหุ้นที่มี การเก็งกำไรสูงเปลี่ยนทาง แรงขายจากบัญชีเหล่านี้จะทำให้หุ้นแกว่งแรง
นักลงทุนควรวางแผนรองรับความผันผวนของหุ้นรายตัวที่จะตามมาไม่ช้า ก็เร็ว ไม่ควรมองแต่ขาขึ้นอย่างเดียว
ภาพใหญ่ยังไม่น่าห่วง สภาพคล่องในระบบยังอยู่ในเกณฑ์สูง
การปรับฐานย่อย หากเกิดขึ้นมองเป็นโอกาสเก็บสะสมหุ้นพื้นฐานดี
ทั้งนี้ ควรศึกษาบทวิเคราะห์รายหุ้นก่อนตัดสินใจลงทุนผ่านแอพพลิเคชั่น Think ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ทั้งในระบบ iOS และ Android
ดาวโหลดที่นี่ https://goo.gl/BhhePK
พบกันใหม่สวัสดีครับ







