
ลัทธิชาตินิยมหรือยอมแพ้การแข่งขัน?
ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุขคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]การขยายตัวของแนวความคิด หรือลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ในหลายภูมิภาคของโลก ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักร (UK) (กรณี Brexit) และสหรัฐ (การยอมรับแนวนโยบายระหว่างประเทศ และการชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดีทรัมป์) รวมทั้งในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศและประเทศไทย ก่อให้เกิดคำถามต่อผลประโยชน์และผลกระทบของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในหลายมิติด้วยกัน ที่สำคัญได้แก่ การก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจนเป็นปัญหารากฐานทางสังคมที่แก้ไขได้ยากลำบาก และยังก่อให้เกิดความเข้าใจว่าปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลของแนวความคิดทุนนิยม (Capitalism) ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมแบบบริโภคนิยม สร้างความสับสนและการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ โดยมีแนวความคิดในแนวลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการสนับสนุน ข้อสังเกตข้างต้นนี้ ทำให้มีหลายประเด็นที่คนไทยต้องร่วมกันคิดว่า แนวทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับความอยู่ดีกินดีหรือมาตรฐานการครองชีพของคนไทยทุกค
ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุขคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]
การขยายตัวของแนวความคิด หรือลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ในหลายภูมิภาคของโลก ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักร (UK) (กรณี Brexit) และสหรัฐ (การยอมรับแนวนโยบายระหว่างประเทศ และการชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดีทรัมป์) รวมทั้งในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศและประเทศไทย ก่อให้เกิดคำถามต่อผลประโยชน์และผลกระทบของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในหลายมิติด้วยกัน ที่สำคัญได้แก่ การก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจนเป็นปัญหารากฐานทางสังคมที่แก้ไขได้ยากลำบาก และยังก่อให้เกิดความเข้าใจว่าปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลของแนวความคิดทุนนิยม (Capitalism) ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมแบบบริโภคนิยม สร้างความสับสนและการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ โดยมีแนวความคิดในแนวลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการสนับสนุน ข้อสังเกตข้างต้นนี้ ทำให้มีหลายประเด็นที่คนไทยต้องร่วมกันคิดว่า แนวทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับความอยู่ดีกินดีหรือมาตรฐานการครองชีพของคนไทยทุกคนให้ดีขึ้นนั้น จำเป็นต้องอาศัยแนวทางอย่างไร?
ประการแรก เรามีหลักฐานและเหตุผลเพียงพอหรือยังที่จะสรุปว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ประเทศประเทศหนึ่ง ผ่านการพัฒนามาระดับหนึ่งหรือช่วงเวลาหนึ่ง โดยการเปิดประเทศมากขึ้น ภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งทางด้านการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนมีการเติบโตมากขึ้นเป็นลำดับ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระดับรายได้โดยเฉลี่ยต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพ (ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง) ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ ปัญหาการมีข้อจำกัดในการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีสาเหตุหรือรากเหง้ามาจากการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นตามกรอบแนวความคิดของทุนนิยม หรือแท้จริงแล้วทุนนิยมภายใต้การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเป็นเพียงการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทรัพยากรการผลิตภายในประเทศ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการในประเทศมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการผลิตภายในประเทศเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และจริงๆ แล้วคนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจนั้นก็มีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น แต่คงจะหลีกเลี่ยงได้ยากที่การปรับเปลี่ยนของพลวัตรทางเศรษฐกิจนั้น อาจมีผลกระทบทางลบกับคนบางคน หรือบางกลุ่มทำให้คนเหล่านั้นต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนั้น และถ้าบางคนหรือบางกลุ่มที่ไม่สามารถปรับตัวได้ย่อมมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง
นอกจากนั้น ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโอกาสทางเศรษฐกิจ อาจไม่เข้าถึงได้โดยเท่าเทียมกัน ทำให้คนที่เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้มากกว่าผู้ที่เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างจำกัด ในแง่นี้คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเปิดกว้างมากขึ้นของเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ หรือคนจำนวนมาก (ถ้าเป็นไปได้ให้ทุกคน) สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียมกันมากกว่า
ข้อที่ต้องกังวลต่อไปคือ แล้วปัจจัยอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกัน ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยอาศัยกระบวนการโลกาภิวัตน์ภายใต้ระบบทุนนิยม ตัวอย่างการให้เหตุผลเพื่อโต้แย้งกับการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนเพียงกล่าวอ้างว่า "คนรวย" หรือผู้มีทุนมากกว่า ย่อมได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีมากกว่า "คนจน" หรือผู้มีทุนน้อยกว่า และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขยายวงกว้างขึ้น อาจเป็นเพียงแค่ปลายเหตุ และถ้าอาศัยข้อสรุปนี้เพื่อปฏิเสธการทำงานของกลไกการแข่งขันโดยบอกว่าระบอบทุนนิยมนั้นเลวร้าย เป็นเหตุให้เกิดปัญหาและความเสียหายต่อประเทศ ดูเหมือนเป็นการด่วนสรุปเกินไปหน่อย หรืออาจจะเป็นการสรุปที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงพอสมควร
ประการที่สอง เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าแนวความคิดชาตินิยมจะเป็นแนวทางที่ดี มีความเหมาะสมมากกว่าในการนำพาประเทศไปสู่ระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น ต้องยอมรับว่าแนวคิดแบบชาตินิยมให้ความสำคัญกับการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนไปสู่การใช้ทรัพยากรการผลิตให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเป็นลำดับรองๆ ลงมา เป็นแนวความคิดที่มุ่งเน้นความสำคัญกับกลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์โดยไม่ได้ให้ น้ำหนักความสำคัญกับมิติอื่นเทียบเท่ากับมิติความเป็นคนของชาตินั้น ความคิดเช่น เป็นคนไทย กินของไทย เที่ยวในประเทศไทย จึงจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์มากที่สุด หรือทรัพยากรของประเทศไทยควรจะต้องสงวนไว้เพื่อคนไทยเท่านั้น เป็นตัวอย่างชุดความคิดของแนวทางแบบชาตินิยม ที่ดูไม่สอดคล้องกับการอาศัยการแข่งขันเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าทรัพยากรของชาตินั้น ควรจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนชาตินั้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าประโยชน์จากทรัพยากรนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพียงใด
ที่สำคัญคือ เชื่อว่าเป็นแนวทางในการป้องกันไม่ให้ทุนต่างชาติเข้าไปครอบงำ และแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศโดยที่ประชาชนในประเทศได้รับประโยชน์ไม่คุ้มค่า แท้จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่กล่าวอ้างกันว่าสามารถทำได้ด้วยกรอบแนวคิดแบบชาตินิยมล้วนแต่ทำให้เกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบแบบเสรีนิยม แถมยังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า มีความโปร่งใสมากกว่าเสียด้วยซ้ำไป คงจะไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า ถ้าอาศัยแนวคิดแบบชาตินิยมแล้วจะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำได้ หรือช่วยให้คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นได้ โดยที่ไม่เป็นการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นในสังคมอย่างไม่เป็นธรรม
ดังนั้น การกำหนดแนวทางในการพัฒนาประเทศโดยพิจารณาถึงทางเลือกของระบบเศรษฐกิจที่เหมาะสมจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างกลไกการทำงานให้ชัดเจน เพื่อให้บ่งชี้ถึงจุดสำคัญของการทำงานของระบบเศรษฐกิจ และจะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ มีหลายคนมองว่ามีสาเหตุมาจากความเชื่อในระบบเสรีนิยมที่ให้มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วปัญหาดังกล่าวอาจมีรากเหง้ามาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศมีความไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจจึงไม่เป็นธรรมคือ ต่างฝ่ายต่างมุ่งสร้างความได้เปรียบโดยการแสวงหาสิทธิพิเศษเหนือคู่แข่ง ทำให้โครงสร้างตลาดเป็นตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ เพื่อตนจะได้มีอำนาจผูกขาด และใช้อำนาจผูกขาดในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเหล่านี้เป็นต้นตอของปัญหาคอร์รัปชั่นที่กัดกร่อนประเทศมาเป็นเวลานาน
การตรวจสอบ ปราบปรามการ ทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นดัชนีชี้วัดได้อย่างหนึ่งของการจำกัดหรือขจัดไม่ให้มีการแข่งขันเพื่อจะได้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือเฉพาะกลุ่มได้โดยง่าย ตัวอย่างของปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ถูกปล่อยปละละเลยทำให้เป็นหลายในอีกหลายโครงสร้างตามมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนที่แตกต่างกันของคนแต่ละกลุ่ม ปัญหาการเข้าถึงโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ดีมีคุณภาพ ปัญหาการเข้าถึงระบบและโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ รวมทั้งปัญหาความเท่าเทียมกันของการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศและองค์ความรู้ ล้วนเป็นตัวอย่างของปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกลไกตลาดที่จะต้องถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน
การปฏิเสธการแข่งขันจึงเท่ากับเป็นการยอมแพ้ ไม่อยากแข่งขัน จะเป็นเพราะแข่งขันแล้วเหนื่อย หรือด้วยสาเหตุใดก็ตาม แล้วยอมรับกับแนวความคิดอื่นที่ไม่เห็นความสำคัญของการแข่งขัน ย่อมเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพของ ประชาชน







