posttoday
‘บิ๊กตู่’ ไร้อำนาจ ม.44 นั่งนายกฯ คนนอกลำบาก

‘บิ๊กตู่’ ไร้อำนาจ ม.44 นั่งนายกฯ คนนอกลำบาก

12 มกราคม 2561

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์รูป - ประยุทธ์-กองทัพ-ประชุมสภา

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รูป - ประยุทธ์-กองทัพ-ประชุมสภา

/////////

การเมืองไทยหลังจากนี้นับเป็นช่วงเวลาให้ต้องจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกมาพูดช่วงหนึ่งระหว่างงานเลี้ยงอวยพรสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ต่อประเด็นนายกฯ คนนอก อันเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดช่องทางไว้

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย สะท้อนมุมมองในเรื่องนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ปูทางไว้เรียบร้อยที่จะได้เป็นนายกฯ คนนอก ตั้งแต่กติกาที่เอื้อให้ได้มาซึ่งนายกฯ คนนอก และ สว.สรรหา มีสิทธิเลือกนายกฯ ได้ มาจนถึงกระทั่งการใช้อำนาจหน้าที่ในปัจจุบัน ซึ่งออกไปเยี่ยมประชาชน หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร

ทั้งนี้ เมื่อเข้ามาแล้ว กฎกติกามันเข้มข้นขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็กำลังถูกตรวจสอบ อาทิ เรื่องนาฬิกาหรูจนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ประเด็นมันไม่สำคัญว่าทำได้หรือไม่ได้ ทว่าสำคัญตรงความเชื่อมั่นของประเทศมากกว่า ยังย่ำอยู่กับที่หรือถอยหลังเข้าคลอง บ้านเมืองไปถึงไหนกัน

"ประเด็นทำได้หรือไม่ได้ มันพรรคพวกเขาทั้งนั้น เช่น กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี องค์กรอิสระ เขาเป็นแม่น้ำ 5 สาย บวกกับอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่เขาทำทั้งนั้น แต่ว่าประเทศได้รับความเชื่อมั่นหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยก็คงจะต้องเป็นฝ่ายตรวจสอบ ถือเป็นหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย

น่าเห็นใจคนไทย ประเทศไทย เพราะเป็นประเทศที่คาดการณ์ล่วงหน้าอะไรไม่ได้เลย แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง จะมีผลบังคับใช้แล้ว ก็ยังมีคำสั่ง คสช.มาแก้ไขได้ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้ อีกทั้งต้องรอกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งไม่รู้ว่าจะผ่าน สนช.ช่วงไหน อย่างไร"

อย่างไรก็ดี สมมติหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเลือกเป็นนายกฯ คนนอกเข้ามาบริหารประเทศจริง โดยไม่มีอำนาจมาตรา 44 ยอมรับว่ายากแน่นอน เพราะ สว.สรรหามีหน้าที่เกี่ยวกับรัฐบาลในช่วงโหวตเลือกนายกฯ แต่ในสภา สว.จะมายุ่งอะไรด้วยไม่ได้ ถ้าไม่ใช่การประชุมร่วม แต่การตรวจสอบตรงนี้จะทำให้เดินหน้าได้ลำบาก จึงเป็นที่มาว่าทำไมมีข่าวตั้งพรรคการเมือง หรือดึงพรรคการเมืองต่างๆ ไปร่วมด้วยบ้าง ดังนั้น ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะเอาแนวทางนั้นหรือ

ขณะที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่า การจะมาเป็นนายกฯคนนอก ง่ายหรือยากนั้นขึ้นอยู่กับสมาชิกรัฐสภา ถ้าโหวตให้ก็เป็นได้ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับสมาชิกว่าจะคิดเห็นอย่างน้อย 50 คน ว่าจะมีดุลยพินิจกับเรื่องนี้อย่างไร ถ้าเห็นว่านายกฯ คนนอกดีกว่าก็ถือว่าจบ

ทั้งนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้มาเป็นนายกฯ อีกสมัยในฐานะนายกฯ คนนอก การบริหารงานบ้านเมืองเมื่อคืนสู่ระบบปกติ แน่นอนอำนาจตามมาตรา 44 ก็ไม่มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่านายกฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ดีหรือไม่ ถ้าทำได้ทุกอย่างก็ถือว่าราบรื่น

"หากสมมติได้เข้ามาเป็นนายกฯ จริง การบริหารงานจะง่ายหรือยาก ผมตอบไม่ถูก ซึ่งการบริหารงานได้อย่างราบรื่นไม่ได้หมายความว่าได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นในสภา ซึ่งเราก็เคยเห็นมาแล้ว การได้รับเสียงท่วมท้นในสภามันก็ไม่ราบรื่นเช่นกัน หัวใจสำคัญจึงขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ทว่า โดยหลักนายกฯ ควรจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าสมาชิกไปเลือกผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ซึ่งตามหลักการแล้วนายกฯ ควรมาจากคนใน ดังนั้น ภาพรวมจึงขึ้นอยู่กับสมาชิกรัฐสภา"

ด้าน ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มองว่าโอกาส พล.อ.ประยุทธ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสอง เป็นนายกฯ ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมรัฐสภา โดยเลือกจากบุคคลนอกบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา 88 น่าจะมีโอกาสสูง และมากกว่าหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค

ไพบูลย์ ระบุว่า เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคการเมืองใหญ่ไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ถึง 375 เสียง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะเป็นผู้มีความเหมาะสมที่สุดที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ เพราะมีความชอบธรรมสูงในการดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านต่อไปอีกสมัย

"ส่วนข้อกังวลถ้าหากได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยและไม่มีอำนาจมาตรา 44 นั้น ซึ่งเรื่องนี้ยอมรับมันมีข้อเสีย แต่ก็มีข้อดี คือ ถ้าพรรคการเมืองต่างๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในสภา และเสียงข้างมากสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ก็ถือเป็นความชอบธรรมในการดูแลรักษาความสงบไปได้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งนำไปสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบจะได้แก้ปัญหาการเมืองล้มเหลวทั้งหมด และเชื่อว่าอีก 4 ปี พฤติการณ์ของพรรคการเมืองและนักการเมืองจะเปลี่ยนทั้งหมด"

ไพบูลย์ สรุปว่า สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ซึ่งจากประสบการณ์ 10 ปี และช่วง คสช.ควบคุมตลอด 4 ปี คงเป็นบทเรียนให้พรรคการเมืองต่างๆ ไม่เลือกใช้วิธีก่อความวุ่นวาย และใช้วิธีอยู่ในกรอบของกฎหมาย มันไม่มีปัญหา โดยกระบวนการตามกฎหมายก็เดินไป ซึ่งส่วนตัวยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ยึดมั่นในหลักการตัวบทกฎหมาย ใช้หลักนิติรัฐ แม้ไม่มีมาตรา 44 ในการบริหารประเทศ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน