posttoday
เศรษฐกิจยุคใหม่…ดิจิทัลอีโคโนมี

เศรษฐกิจยุคใหม่…ดิจิทัลอีโคโนมี

10 มกราคม 2561

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุขสมัยนี้เวลาเดินไปไหนพวกเรามักจะเห็นแต่คนก้มหน้าก้มตาดูสมาร์ทโฟนกันเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งเวลาว่าง เช่น รอรถหรือขณะโดยสารรถสาธารณะยิ่งเห็นได้ชัด และไม่เว้นกระทั่งคนที่เดินตามทางเท้าที่ขณะเดินมักจะมองโทรศัพท์มากกว่ามองทางข้างหน้า เพราะสมัยนี้อะไรๆ ก็สามารถทำผ่านสมาร์ทโฟนได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกรรมกับธนาคาร จองตั๋วหนัง หรือกระทั่งช็อปปิ้ง ทำให้กิจกรรมที่ปกติต้องเดินทางไปทำด้วยตัวเองนั้นหายไป โดยมีกิจกรรมใหม่คือการนั่งกดโทรศัพท์แทน

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุข

สมัยนี้เวลาเดินไปไหนพวกเรามักจะเห็นแต่คนก้มหน้าก้มตาดูสมาร์ทโฟนกันเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งเวลาว่าง เช่น รอรถหรือขณะโดยสารรถสาธารณะยิ่งเห็นได้ชัด และไม่เว้นกระทั่งคนที่เดินตามทางเท้าที่ขณะเดินมักจะมองโทรศัพท์มากกว่ามองทางข้างหน้า เพราะสมัยนี้อะไรๆ ก็สามารถทำผ่านสมาร์ทโฟนได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกรรมกับธนาคาร จองตั๋วหนัง หรือกระทั่งช็อปปิ้ง ทำให้กิจกรรมที่ปกติต้องเดินทางไปทำด้วยตัวเองนั้นหายไป โดยมีกิจกรรมใหม่คือการนั่งกดโทรศัพท์แทน

นั่นแสดงว่าอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหลายได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตของคนสมัยนี้ไปซะแล้ว ปรากฏการณ์นี้คือสัญญาณของยุคที่เรียกว่า เศรษฐกิจแบบดิจิทัล (Digital Economy) ที่การขับเคลื่อนของธุรกิจสามารถทำผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำธุรกิจ จากแต่ก่อนที่ต้องโฆษณาสินค้าผ่านสื่อมีการจัดจ้างมากมายทั้งเอเยนซีและสื่อสิ่งพิมพ์ วางขายสินค้าผ่านหน้าร้านที่ต้องมีการเก็บสินค้าในคลังซึ่งต้องใช้เงินทุนหมุนเวียน ตอนนี้สามารถโปรโมทสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊กหรือไลน์ที่สามารถเข้าถึงคนยุคนี้ได้แบบประชิดตัวเพราะทุกคนชอบก้มหน้าอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ขายสินค้าผ่านหน้าร้านออนไลน์หรือผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซ โดยผู้ขายสามารถรวมคลังสินค้าไว้ในที่แห่งเดียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินค้าคงเหลือ

นั่นทำให้ต้นทุนของการทำธุรกิจในยุค Digital Economy ลดลงมาก และนั่นคือเทรนด์หรือกระแสการทำธุรกิจในยุคนี้และในอนาคตข้างหน้า ทำให้ผู้ขายส่วนใหญ่ไม่ว่ารายใหญ่หรือเล็กหันมาทำธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ตกันหมด และทำให้ตัวขับดัน (Driver) ของภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป

ภาครัฐได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้และเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Digital Economy การจัดตั้ง "กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" เป็นนโยบายแรกที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ โดยมียุทธศาสตร์หลักๆ 4 ประการ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุน Digital Economy พัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การส่งเสริมการสร้างบริการดิจิทัล และการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและเตือนภัยด้านอุตุนิยมวิทยาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

กระทรวงนี้ถือว่าสำคัญมากเพราะมีหน้าที่ทำให้ไทยเราก้าวทันประเทศอื่นๆ ในโลกเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล เพราะบางอย่างเราก็ยังตามหลังประเทศอื่นๆ อยู่ เช่น อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยเมื่อปี 2016 อยู่ที่ 42.7% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ฟังดูแล้วเหมือนสูงเพราะคนเกือบครึ่งประเทศเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซีย ที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 61% ของประชากรทั้งหมด หรือสิงคโปร์ ที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 75.1% ของประชากรทั้งหมด ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเรายังห่างชั้นจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่มาก ดังนั้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่สุดที่กระทรวงดิจิทัลต้องทำให้สำเร็จให้ได้

อีกเรื่องพื้นฐานคือกฎหมายเฉพาะเพื่อรองรับธุรกรรมแบบดิจิทัล ซึ่งระหว่างทางมีการแก้ไขกฎหมายจำนวน 13 ฉบับ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการเข้าถึงตลาด ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติให้เพิ่มมากขึ้น

การให้ความสำคัญเรื่อง Digital Economy แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีเพราะนั่นจะทำให้ประเทศเราไปได้นานและไปได้ไกล แต่ที่ผู้เขียนเน้นย้ำมาตลอดเวลาภาครัฐออกนโยบายใหม่เสมอมา คือการตั้งตัวชี้วัดที่ฝรั่งมักเรียกกันว่า "KPI" (Key Performance Index) เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือการนำเงินภาษีไปใช้ดำเนินการเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ดังนั้นการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนในแต่ละยุทธศาสตร์และมีการประกาศผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ

ส่วนเรื่องการแก้กฎหมายเพื่อรองรับ Digital Economy จะทำแค่รอบเดียวคงไม่ได้ เพราะเวลากฎหมายถูกบังคับใช้ไปสักระยะหนึ่ง ข้อบกพร่องและช่องโหว่จะเริ่มโผล่มาให้เห็น ดังนั้นภาครัฐเองควรรวบรวมข้อมูลทั้งจากผู้ประกอบการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องถึงจุดที่ต้องปรับปรุงในกฎหมายฉบับนั้นๆ เพราะกฎหมายคือสิ่งที่คนร่างไม่ได้ใช้ แต่คนที่ใช้กลับไม่ได้ร่าง และต้องพร้อมที่จะแก้ร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและประสบการณ์ของผู้ใช้

สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศเราแข่งขันกับนานาประเทศได้เหมือนมวยรุ่นเดียวกัน นั่นคือหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องสร้างโอกาสและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำธุรกิจเสมือนกองหลังและกองกลางในทีมฟุตบอลที่ต้องป้องกันและจ่ายบอลไปยังกองหน้า ส่วนภาคเอกชนก็มีหน้าที่ต้องสร้างธุรกิจที่เข้มแข็งและมีความสามารถเฉพาะตัวสูงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเสมือนกองหน้าที่ต้องคอยทำประตู ถ้าเล่นกันได้เป็นทีมแบบนี้แล้วคนไทยคงจะได้ไปบอลโลกกันสักที n

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่