
ดีเอฟเอ็มรถจีนยี่ห้อนี้ขอโตแบบยั่งยืน
ยืนหยัดอยู่ในตลาดเมืองไทยมาได้นานเกือบ 2 ปีแล้ว สำหรับรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนยี่ห้อดีเอฟเอ็ม โดยที่มี พิทยา ธนาดำรงศักดิ์ หรือ เอ็ดดี้ ผู้บริหารหนุ่ม เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ....
ยืนหยัดอยู่ในตลาดเมืองไทยมาได้นานเกือบ 2 ปีแล้ว สำหรับรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนยี่ห้อดีเอฟเอ็ม โดยที่มี พิทยา ธนาดำรงศักดิ์ หรือ เอ็ดดี้ ผู้บริหารหนุ่ม เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ....
โดย...นิธิ ท้วมประถม
ยืนหยัดอยู่ในตลาดเมืองไทยมาได้นานเกือบ 2 ปีแล้ว สำหรับรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนยี่ห้อดีเอฟเอ็ม โดยที่มี พิทยา ธนาดำรงศักดิ์ หรือ เอ็ดดี้ ผู้บริหารหนุ่ม เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท และรับผิดชอบการทำตลาดรถดีเอฟเอ็มทั้งหมด
ก่อนที่ดีเอฟเอ็มจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์เอ็ดดี้เกี่ยวกับแผนทางการตลาด รวมถึงดูตัวผลิตภัณฑ์ของดีเอฟเอ็มว่าจะสามารถบุกตลาดประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน บอกได้เลยว่าในวันนั้นผมยังไม่มั่นใจว่าดีเอฟเอ็มจะก้าวเข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยได้นานนัก
แต่มาในวันนี้ ผ่านไป 2 ปี ดีเอฟเอ็ม มินิทรัคส์ (ประเทศไทย) ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าต้องการบุกตลาดประเทศไทยอย่างจริงจัง และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของวงการอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทย ด้วยยอดจำหน่ายสะสมที่มีแล้วกว่า 2,000 คัน
“ผมยืนยันได้ว่าเราไม่ได้มาทำตลาดแบบตีหัวเข้าบ้าน ผมทำจริง เพราะเป็นธุรกิจที่ผมมารับผิดชอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งธุรกิจนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ตัวผม และเป็นอีกหนึ่งช่องทางของธุรกิจทั้งหมดของตระกูลที่ต้องขยายออกจากการขายอะไหล่รถยนต์ด้วย เพราะปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์นั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และกำไรเริ่มลดลง เพราะคู่แข่งแต่ละรายก็มีโรงงานในประเทศจีนเพื่อสั่งสินค้าในราคาถูกได้ ทำให้เราต้องดิ้นรนตลอด แต่ธุรกิจรถยนต์เป็นธุรกิจที่แม้ว่าในตอนนี้จะเป็นการเริ่มต้น แต่หากอยู่ได้ก็จะมั่นคงมาก”
ปัจจุบันนี้ดีเอฟเอ็มมีดีลเลอร์อยู่ทั้งสิ้น 35 แห่งทั่วประเทศ แต่ก็ยังถือว่าน้อยมาก หากต้องการจะสร้างยอดขายให้ได้ 2,000 คันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งดีเอฟเอ็มตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิ้นปีนี้จะขยายดีลเลอร์ให้ครบ 40 แห่ง โดยจะเน้นขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะอีสานใต้ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีศักยภาพสูงอยู่
ยอดขาย 2,000 คันที่ตั้งไว้นั้นเป็นรถกระบะขนาดเล็กทั้งสิ้น เพราะดีเอฟเอ็ม มินิทรัคส์นั้นได้รับสิทธิในการจำหน่ายเฉพาะรถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก ยังไม่ได้สิทธิในการจำหน่ายรถยนต์นั่งแต่อย่างใด ซึ่งคุณเอ็ดดี้บอกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่ได้รับสิทธิการจำหน่ายเฉพาะรถบรรทุก ขนาดเล็ก เพราะเป็นตลาดที่ยังมีช่องว่างอยู่มาก ในขณะที่ตลาดรถยนต์นั่งไม่ว่าจะเป็นรถนั่งขนาดเล็กหรือขนาดกลางเป็นตลาดของรถญี่ปุ่น
“8 เดือนที่ผ่านมา เราขายไปได้แล้ว กว่า 1,000 คัน ในช่วงที่เหลือของปีนี้ผมมั่นใจว่าจะขายได้ตามเป้าที่วางไว้ เพราะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น และในช่วงมหกรรมยานยนต์ที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย.นี้ ดีเอฟเอ็มก็จะเปิดตัวรถกระบะขนาดเล็กอีก 1 รุ่น เป็นเครื่องยนต์เบนซิน ขนาดเครื่องยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะ 1.1 ลิตร หรือ 1.3 ลิตร ติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจีแล้ว”
ทั้งนี้ รถกระบะขนาดเล็กของดีเอฟเอ็มจะถูกนำมาติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจีในประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า เพราะกลุ่มลูกค้าของดีเอฟเอ็มนั้นจะเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ซื้อรถไปใช้เชิงพาณิชย์ เช่น การค้าขาย เป็นต้น ดังนั้นการติดระบบก๊าซแอลพีจี พร้อมรับประกัน 3 ปี เป็นสิ่งที่ตรงความต้องการของลูกค้าอย่างมาก โดยปัจจุบันยอดขายกว่า 80% นั้นเป็นรุ่นที่ติดตั้งก๊าซแอลพีจี ส่วนที่เหลือเป็นรุ่นที่ติดตั้งก๊าซเอ็นจีวี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีเอฟเอ็ม มินิทรัคส์ ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ การ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าว่ารถแบรนด์ดีเอฟเอ็มนั้นเป็นแบรนด์ที่มีความคุ้มค่าในการใช้งาน
“ปีนี้บริษัทต้องใช้งบการตลาดกว่า 80 ล้านบาท เพื่อพัฒนาภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีเอฟเอ็มในประเทศไทยให้ดีขึ้น ด้วยการพัฒนาดีลเลอร์ให้มีโชว์รูมที่เหมือนกันทุกแห่ง ลงทุนสร้างป้ายดีเอฟเอ็มติดให้กับดีลเลอร์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้เหมือนกันทั่วประเทศ เพื่อที่ลูกค้าจะได้มีความมั่นใจ รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์ซ่อมบำรุงฟรีกับดีลเลอร์ทุกแห่งตั้งแต่ 12-38 รายการ เพื่อพัฒนาบริการหลังการขายให้มีความเป็นมาตรฐานอย่างเท่าเทียมกัน”
พิทยา บอกว่า การทำตลาดจะเน้นการโรดโชว์เป็นหลัก เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นและได้สัมผัสกับตัวรถดีเอฟเอ็มจริงๆ หากมีข้อสงสัยจะได้ถามกันเลย
ส่วนผลิตภัณฑ์ของดีเอฟเอ็มนั้นจะเน้นไปที่รถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก โดยจะมีทั้งรถบรรทุกขนาดเล็ก รถตู้ขนาดเล็ก 7 ที่นั่ง และรถแวนเป็นหลัก เพราะเป็นรถที่สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้
“ผมต้องการสร้างแบรนด์ดีเอฟเอ็มให้ลูกค้าคนไทยรู้ว่ารถจีนเป็นรถที่คุ้มค่ามากที่สุด ไม่ใช่ทำให้รู้สึกว่าเป็นรถที่ซื้อเพราะถูกอย่างเดียว แต่เราจะสร้างเครือ ข่ายการจำหน่ายและการบริการหลังการขายให้แข็งแรง และเมื่อแบรนด์ดีเอฟเอ็มแข็งแรงและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะขอบริษัทแม่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และรถบรรทุกขนาดใหญ่ต่อไป”
ส่วนเรื่องการตั้งโรงงานประกอบในประเทศไทยนั้น พิทยา บอกว่ายังเป็นเรื่องที่ไกลตัวอยู่ เพราะเมื่อพิจารณาจากยอดจำหน่ายในขณะนี้ยังถือว่าน้อยมาก โดยหากจะมองถึงการตั้งโรงงานนั้น ต้องมียอดจำหน่ายในประเทศประมาณ 5,000 คัน และการตั้งโรงงานก็จะต้องเป็นใน|รูปแบบของการร่วมทุนกับบริษัทแม่ เนื่องจากบริษัทแม่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียน หากยอดจำหน่ายในกลุ่มประเทศเหล่านี้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการลงทุน
ทั้งนี้ คาดว่ากว่าจะถึงเวลานั้นก็ต้องเป็นปี 2556 เพราะปีนั้นดีเอฟเอ็ม มินิทรัคส์ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 คัน โดยในช่วงแรกจะเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จากประเทศจีนเข้ามาประกอบในประเทศไทยเป็นหลัก เพื่อลดต้นทุนในการประกอบ
แผนงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของดีเอฟเอ็ม มินิทรัคส์ (ประเทศไทย) เพื่อปูทางสู่ธุรกิจรถยนต์ในเมืองไทย โดย พิทยา ยืนยันว่าดีเอฟเอ็มไม่ทิ้งตลาดเมืองไทยแน่นอน!!







