
รายงาน World Bank ว่าด้วยการศึกษา
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์รายงานที่ธนาคารโลก หรือ World Bank ทำเป็นประจำทุกปีจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ "World Development Report (WDR)" ซึ่งในปี ค.ศ. 2018 นี้ได้รายงานเกี่ยวกับการศึกษา น่าแปลกที่ WDR ไม่เคยทำรายงานใหญ่ๆ เกี่ยวกับการศึกษามาก่อนเลยในช่วงเกือบ 40 ปีนี้ ทั้งที่ได้ทำรายงานสารพัดเรื่อง รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และที่จริงการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาเกือบทุกเป้าหมาย ซึ่งใน WDR ได้ยอมรับในเรื่องนี้ว่าการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุมกว้างขวางเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ประเทศประสบความสำเร็จในเกือบทุกเรื่อง เช่น การลดความยากจน การเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs : Sustainable Development Goal) การศึกษา ความเชี่ยวชาญ และความรู้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน การจ้างงาน สุขภาพ ฯลฯ
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
รายงานที่ธนาคารโลก หรือ World Bank ทำเป็นประจำทุกปีจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ "World Development Report (WDR)" ซึ่งในปี ค.ศ. 2018 นี้ได้รายงานเกี่ยวกับการศึกษา น่าแปลกที่ WDR ไม่เคยทำรายงานใหญ่ๆ เกี่ยวกับการศึกษามาก่อนเลยในช่วงเกือบ 40 ปีนี้ ทั้งที่ได้ทำรายงานสารพัดเรื่อง รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และที่จริงการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาเกือบทุกเป้าหมาย ซึ่งใน WDR ได้ยอมรับในเรื่องนี้ว่าการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุมกว้างขวางเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ประเทศประสบความสำเร็จในเกือบทุกเรื่อง เช่น การลดความยากจน การเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs : Sustainable Development Goal) การศึกษา ความเชี่ยวชาญ และความรู้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน การจ้างงาน สุขภาพ ฯลฯ
รายงานฉบับนี้จึงเป็นเรื่องที่ว่า จะจัดการศึกษาอย่างไรให้เหมาะสม (Getting Education Right) และทำให้การศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าสอดคล้องกับปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก จึงขอนำรายงานและข้อเสนอแนะมาลงไว้ โดยหยิบเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากรายงานค่อนข้างละเอียดและไม่ได้ทำสำหรับประเทศไทยโดยตรง
ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนค่อนข้างเห็นด้วย คือ ประเทศส่วนใหญ่ลงทุนในการศึกษาสูงมากแต่ผลลัพธ์กลับไม่ดี เนื่องจากเหตุผลประการหนึ่ง คือ ภาคการศึกษาได้รับความเอาใจใส่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เห็นข้อผิดพลาดในระบบการศึกษาหรือในโรงเรียนและในสังคม ทำให้ไม่สามารถจัดทำระบบการศึกษา รวมถึงหลักสูตรในโรงเรียนที่จะตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ครูเองขาดความรู้ความเชี่ยวชาญ สำหรับประเทศไทยเด็กที่สอบเข้าอะไรไม่ได้จะไปเรียนครู ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศต้องจบปริญญาตรี (ที่ได้มาตรฐาน) ก่อนจึงจะไปเรียนครู นอกจากนี้ครูยังขาดแรงจูงใจให้พัฒนาตนเองอย่างจริงจัง และขาดเครื่องไม้เครื่องมือในการสอน รายงานยกตัวอย่างประเทศเซียร์ราลีโอน ที่มีการส่งตำราเรียนไปถึงโรงเรียนแต่ปรากฏว่าโรงเรียนนำไปเก็บไว้ในตู้ ไม่ได้นำไปสอนเด็ก ให้เด็กได้อ่าน ผู้เขียนหวังว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เด็กเองไม่เตรียมพร้อมที่จะมาเรียน การบริหารจัดการโรงเรียนไม่ดี กล่าวคือการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้คุณภาพโรงเรียนตก และมีผลทางอ้อมต่อการเรียนการสอน ทั้งนี้ระบบเองก็มีผลต่อโรงเรียน เช่น เรื่องการเมือง เรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นต้น
การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ทั้งระบบ หลักสูตร และการเรียนการสอน รวมถึงการปรับปรุงคุณภาพไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้รายงานเสนอกลยุทธ์ ประกอบกัน 3 ประการ คือ
1.ให้ประเมินการเรียน (Assess Learning) คือ วัดผลการเรียนของเด็กเรา เช่น กรณีการทดสอบ PISA (Program for International Student Assessment) ที่เด็กไทยตกระเนระนาด (บางท่านในวงการการศึกษาถึงกับออกมาปฏิเสธว่าไม่ควรจริงจังกับผลทดสอบ PISA) เนื่องจากการวัดผลการเรียน จะทำให้ตั้งเป้าหมายที่จริงจังได้ คือ ใช้ผลนำไปสู่การปฏิบัติ
2.ดำเนินการแก้ปัญหาตามหลักฐานที่ปรากฏ (Act on Evidence) พูดง่ายๆ ว่ายอมรับความจริง และใช้ความจริงนั้นมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก้ปัญหา
3.ต้องร่วมมือกัน (Align Actors) เพื่อให้ทั้งระบบการเรียนรู้ดำเนินไปได้โดยเฉพาะการนำวิธีการใหม่ๆ มาใช้กับการเรียนการสอน (Innovation) รายงานยกตัวอย่างการ Scale Up (ขยาย) วิธีการใหม่ๆ ว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเนื่องจากปัจจัยสำคัญที่สุด คือ มนุษย์ (Human) จึงต้องมีการร่วมมือกันทุกฝ่ายอย่างจริงจัง เช่น ในกัมพูชา รัฐบาลจะขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเด็กก่อนเข้าวัยเรียน (Pre-school) ซึ่งประสบความสำเร็จในขั้นการทำศูนย์ทดลองในบางส่วนของประเทศ แต่กลับล้มเหลวเมื่อขยายออกไป (Scale Up) เนื่องจากผู้ปกครองไม่สนใจ และการบริการในศูนย์ก็มีคุณภาพต่ำ หรือกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องการเพิ่มครูที่มีความรู้ความสามารถโดยการขึ้นเงินเดือนให้เกือบสองเท่าตัวแก่ครูที่ได้รับการรับรอง (Certified Teachers) ซึ่งประสบความสำเร็จในขั้นการทดลอง แต่เมื่อ Scale Up โครงการ ปรากฏว่ามีปัญหาการเมืองแทรกในกระบวนการรับรอง (Certification Process) ทำให้ในที่สุด กลายเป็นแค่การขึ้นเงินเดือนเฉยๆ โดยไม่ได้ครูที่มีคุณภาพ ตัวอย่างของอินโดนีเซียนี้พอมองออกว่าถ้าประเทศไทยทำก็น่าจะพบจุดจบคล้ายๆ กัน
นอกจากนี้ รายงานได้ยกตัวอย่างของจีนที่ดำเนินการโดยดูจากผลการประเมินโดย PISA และร่วมมือกันดำเนินการจนประสบความสำเร็จ และมีตัวอย่างของเวียดนามที่ในปี ค.ศ. 2012 ผลการทดสอบ PISA แสดงให้เห็นว่าเด็กเวียดนามอายุ 15 ปี มีความสามารถเท่าๆ กับเด็กในเยอรมนี แล้วประเทศไทยจะมัวแต่นั่งเถียงกันอยู่อีกหรือว่าใครรู้จริง ไม่รู้จริง อนาคตของลูกหลานไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ร่วมแรง ร่วมใจกัน แค่นี้ก็วิ่งตามหลังเวียดนามแล้ว n







