
บริษัทยักษ์สะดุด อุดรูรั่ว 'ชิป' ไม่ง่าย
เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยจากบริษัทเทคโนโลยี บริษัทความมั่นคงไซเบอร์
เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยจากบริษัทเทคโนโลยี บริษัทความมั่นคงไซเบอร์ และอาจารย์มหาวิทยาลัย ค้นพบช่องโหว่ 2 ชนิด ได้แก่ “เมลต์ดาวน์” และ “สเปกเตอร์” ในชิปที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกเครื่องทั่วโลก โดยแฮ็กเกอร์สามารถใช้ช่องโหว่ดังกล่าวในการเจาะเข้ามายังระบบของผู้ใช้และโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวได้
รอยเตอร์สรายงานว่า การค้นพบดังกล่าวอาจเป็นการค้นพบจุดบกพร่องในคอมพิวเตอร์ หรือบั๊กที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ จนส่งผลให้บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ คอร์ป แอปเปิ้ล อิงค์ และกูเกิล อิงค์ เร่งออกแพตช์อัพเดทเพื่ออุด
ช่องโหว่ดังกล่าว โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า แอปเปิ้ล อิงค์ ได้กล่าวยอมรับช่องโหว่ดังกล่าวและออกแพตช์อัพเดทสำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพื่อป้องกันบั๊กเมลต์ดาวน์แล้ว พร้อมเตรียมออกแพตช์ป้องกันสำหรับเว็บเบราเซอร์ซาฟารีของบริษัทเพื่อป้องกันบั๊กสเปกเตอร์ภายในอีกไม่กี่วัน โดยแพตช์อาจส่งผลให้เบราเซอร์ดังกล่าวประมวลผลช้าลง 2.5%
แม้สำหรับผู้ใช้ทั่วไปสามารถแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวด้วยการติดตั้งแพตช์อัพเดทซอฟต์แวร์ที่ผู้ให้บริการปล่อยให้ดาวน์โหลดได้ แต่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นมันนี่ รายงานว่า การแก้ไขบั๊กสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีการประมวลผลข้อมูลมหาศาลในระบบของบริษัท อาทิ บริษัทที่ให้บริการระบบคลาวด์ ค้าปลีกออนไลน์ที่ประมวลผลธุรกรรมของลูกค้าหลายล้านรายนั้นมีปัญหาที่ยุ่งยากกว่ามาก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ช่องโหว่ทั้งสองอย่างพบในชิปของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างอินเทล และแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (เอเอ็มดี) รวมถึงอาร์ม โฮลดิ้งส์ ซึ่งบรรจุเทคโนโลยีประมวลผล “สเปคูเลทีฟเอ็กซ์เซอคูชั่น” ที่ใช้ในชิปของระบบประมวลผลกลาง หรือซีพียู เพื่อประมวลผลการใช้งานล่วงหน้าที่ครอบคลุมกว่าระบบทั่วไป ซึ่งให้ความรวดเร็วและซับซ้อนกว่ามาก ดังนั้นการแก้ไขบั๊กดังกล่าวอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ชิปดังกล่าวช้าลง โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่มีอายุมากกว่า 5 ปี
ขณะเดียวกันก็มีรายงานปัญหาจากการอัพเดทแพตช์ใหม่แล้ว โดยผู้ใช้ระบบคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ หลายรายเปิดเผยว่า ไม่สามารถใช้บริการดังกล่าวได้หลังการอัพเดท
ด้าน ดีมิตรี อัลพีโรวิช ประธานฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คลาวด์สไตรค์ ที่ให้บริการด้านความมั่นคงไซเบอร์ในสหรัฐ ระบุกับซีเอ็นเอ็นว่า แพตช์อัพเดทของผู้ให้บริการบางราย เช่น ไมโครซอฟท์ ไม่ได้เปิดให้ดาวน์โหลดอัตโนมัติ เนื่องจากอาจกระทบให้โปรแกรมบางอย่างในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานผิดพลาดได้ และส่งผลต่อการทำงานของบริษัท ขณะที่บรรดาบริษัทเองต้องประเมินก่อนด้วยว่า แพตช์อัพเดทใหม่จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของบริษัทด้านความปลอดภัย เช่น โปรแกรมกำจัดไวรัสหรือไม่
ก่อนหน้านี้ รายงานการค้นพบบั๊กดังกล่าวแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาบั๊กด้วยการเปลี่ยนซีพียูของเครื่องที่ได้รับผลกระทบใหม่หมด ถึงแม้ว่าต่อมาทีมวิจัยจะเปลี่ยนคำแนะนำเป็นแค่ให้อัพเดทแพตช์ซอฟต์แวร์ โดยไม่ได้ระบุเหตุผลการเปลี่ยนแปลงก็ตาม
อย่างไรก็ดี บริษัทไม่สามารถเปลี่ยนซีพียูเครื่องที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดในทันทีได้ เนื่องจากยังไม่มีชิปซีพียูรุ่นไหนที่ประมวลผลได้เทียบเท่ากับชิปที่ได้รับผลกระทบ โดย อัลพีโรวิช กล่าวว่า อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าชิปดังกล่าวจะเข้าสู่ตลาด และค่าใช้จ่ายในการซื้อชิปใหม่ก็จะมีราคาสูงอีกด้วย
ด้าน เวนดีย์ เนเธอร์ จากผู้ให้บริการความมั่นคงทางไซเบอร์ ดูโอ ซีเคียวริตีย์ จากสหรัฐ ระบุว่า การอัพเดทระบบคอมพิวเตอร์ต้องใช้เวลาการดำเนินการนานและเสียค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลให้บริษัทส่วนใหญ่ไม่อัพเดทระบบ จนเป็นช่องทางให้แฮ็กเกอร์เจาะเข้าระบบได้ เหมือนแรนซัมแวร์ “วอนนาคราย” ที่กระทบคอมพิวเตอร์นับแสนเครื่องทั่วโลกเมื่อปีก่อนหน้านี้ แต่การเปลี่ยนระบบซีพียูใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการอัพเดทซอฟต์แวร์
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายงานระบุถึงการแฮ็กที่เกิดจากช่องโหว่ดังกล่าว โดยแฮ็กเกอร์ต้องเข้าถึงคอมพิวเตอร์เครื่องที่ได้รับผลกระทบก่อนถึงจะสามารถโจรกรรมข้อมูลได้ ทั้งนี้ เนเธอร์ ระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าแฮ็กเกอร์จะใช้บั๊กโจรกรรมข้อมูลอย่างไร ในขณะที่การใช้ไวรัสมัลแวร์ สปายแวร์ หรือแม้แต่อีเมลสแกมในการโจรกรรมข้อมูลจะสะดวกสำหรับแฮ็กเกอร์มากกว่า







