posttoday
ดิจิทัลอาเซียนโตยาว แรงหนุนค้าออนไลน์-ไรด์แชริ่ง

ดิจิทัลอาเซียนโตยาว แรงหนุนค้าออนไลน์-ไรด์แชริ่ง

03 มกราคม 2561

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ ในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมาถือเป็นปีอันรุ่งโรจน์ของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนที่มีการเติบโตสูงไปแตะที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.61 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลรายงานวิจัยของกูเกิล เสิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง และเทมาเสกกองทุนเพื่อการลงทุนจากสิงคโปร์ และสำหรับในปี 2018 นี้ เศรษฐกิจดิจิทัลจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปจนปี 2025 จนไปมีมูลค่าที่ 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.46 ล้านล้านบาท) และคิดเป็นสัดส่วน 6% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) จากที่ราว 2% เมื่อปีที่ผ่านมา

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมาถือเป็นปีอันรุ่งโรจน์ของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนที่มีการเติบโตสูงไปแตะที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.61 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลรายงานวิจัยของกูเกิล เสิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง และเทมาเสกกองทุนเพื่อการลงทุนจากสิงคโปร์ และสำหรับในปี 2018 นี้ เศรษฐกิจดิจิทัลจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปจนปี 2025 จนไปมีมูลค่าที่ 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.46 ล้านล้านบาท) และคิดเป็นสัดส่วน 6% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) จากที่ราว 2% เมื่อปีที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญสำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนต่อคงหนีไม่พ้นการเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งจะปรับตัวขึ้นจาก 330 ล้านราย เมื่อปีที่แล้วไปอยู่ที่ 480 ล้านราย ภายในปี 2020 โดยธุรกิจที่จะเป็นกำลังหลักนำการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลคือ "อี-คอมเมิร์ซ" และ "ไรด์แชริ่ง"

สำหรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซนั้น กูเกิลและเทมาเสกคาดการณ์ว่าจะเติบโตแซงหน้าธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ โดยขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ 8.81 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.84 ล้านล้านบาท) จากเพียง 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.52 แสนล้านบาท) ในปี 2017

ส่วนแนวโน้มผู้เล่นหลักในตลาดอี-คอมเมิร์ซนั้น จะไม่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งไปมากนัก โดยอี-คอมเมิร์ซเจ้าใหญ่อย่างลาซาด้าจากสิงคโปร์จะยังคงครองส่วนแบ่งใหญ่ในตลาดอาเซียนอยู่ ขณะที่สัดส่วนที่เหลือจะแบ่งเฉลี่ยกันไประหว่างเจ้าอื่นๆ อย่าง โทโกพีเดียจากอินโดนีเซีย อีเลฟเว่น สตรีท (11Street) จากเกาหลีใต้ รวมถึงช็อปปี้และซาโลรา

แม้ตอนนี้อี-คอมเมิร์ซหลักๆ ในอาเซียนยังคงแตกออกเป็นผู้เล่นรายต่างๆ อย่างชัดเจน แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ "ยักษ์เทคโนโลยีจีน"อย่าง อาลีบาบาและเทนเซนต์จะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นต่อตลาดอาเซียน จากการรุกเข้าลงทุนในบริษัทอี-คอมเมิร์ซอาเซียนอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งมีแนวโน้มทำให้บริษัทท้องถิ่นกลายไปอยู่ภายใต้สังกัด 2 ค่ายใหญ่ คือค่ายอาลีบาบาและค่ายเทนเซ็นต์

อาลีบาบานั้นเน้นเจาะตลาดอาเซียนด้วยการเพิ่มเงินลงทุนซื้อหุ้นในลาซาด้าถึง 2 รอบ เมื่อปีที่แล้วครั้งละ 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) จนขณะนี้ถือหุ้นในลาซาด้าแล้ว 83% โดยนอกจากลาซาด้าแล้ว บริษัทยังลงทุนในโทโกพีเดีย 1,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ด้วยเช่นกัน ซึ่งเทคโน้ด เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีจากจีน คาดการณ์ว่าอาลีบาบาอาจปั้นให้ทั้งลาซาด้าและโทโกพีเดีย กลายเป็นเหมือนทีมอลล์และเถาเป่า แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซของบริษัทจีนในอนาคต

ขณะที่เทนเซ็นต์ยังคงใช้แนวทางธุรกิจแบบเดียวกับตลาดบ้านเกิด ด้วยการเน้นบุก 3 ด้านหลัก ได้แก่ เกม มือถือ และระบบชำระเงินออนไลน์ โดยก้าวแรกคือเข้าไปลงทุนถือหุ้นในช้อปปี้ แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งดำเนินการโดยซี (Sea) สตาร์ทอัพเทคโนโลยีมูลค่าสูงสุดในอาเซียน ซึ่งรีแบรนด์มาจากการีนา บริษัทอินเทอร์เน็ตและเกมออนไลน์

นอกจากนี้ เทนเซ็นต์ยังเพิ่มการลงทุนในโกเจ็ก ไรด์แชริ่งแดนอิเหนาที่เริ่มแตกธุรกิจไปให้บริการอื่นๆ เช่น ระบบรับชำระเงินออนไลน์ อีกทั้งยังประกาศร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัลในไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว และยังลงทุนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโพเมโล่ แฟชั่น ที่เน้นจำหน่ายสินค้าแฟชั่นโดยเฉพาะ และทิกิ ดอท วีเอ็น ตลาดค้าปลีกออนไลน์ รายใหญ่ของเวียดนาม

ถึงแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ แต่ "โซเชียลมีเดีย" ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งจะเป็นช่องทางหนึ่งช่วยให้ค้าปลีกออนไลน์รายย่อยๆ สามารถพอแข่งขันกับเจ้าใหญ่ได้ โดยข้อมูลจากเบน ดิจิทัลเมื่อปีที่แล้ว พบว่าชาวอาเซียนใน 5 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เฉลี่ยราว 40% นิยมซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่สื่อ โซเชียลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์สูงมาก เนื่องจากชาวอาเซียนเกือบ 60% ต่างค้นหาข้อมูลหรือหารีวิวสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว

ด้านธุรกิจไรด์แชริ่ง กูเกิล และ เทมาเสก คาดการณ์ว่าภาคธุรกิจดังกล่าวจะขยายตัวไปอยู่ที่ 2.01 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.49 แสนล้านบาท) ในปี 2025 จาก 5,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.64 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2017

การขับเคลื่อนธุรกิจไรด์แชริ่ง อาเซียนจะยังนำขบวนโดย 3 เจ้าใหญ่ คือ อูเบอร์จากสหรัฐ แกร็บจากมาเลเซียและสิงคโปร์ และโกเจ็ก ของอินโดนีเซีย ที่เน้นไรด์แชริ่งมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก โดยไรด์แชริ่งทั้งสามตั้งเป้าขยายบริการให้ครอบคลุมถึงกว่า 200 เมืองในอาเซียนภายในปีนี้ จากปัจจุบันที่ราว 100 เมือง แต่ในปีนี้คาดว่าจะเป็นปีแห่งการแข่งขันอย่างดุเดือดยิ่งขึ้นระหว่างไรด์แชริ่งท้องถิ่นอย่างแกร็บและโกเจ็ก เพราะอูเบอร์ยังคงวุ่นวายกับประเด็นขัดแย้งทางกฎหมายกับรัฐบาลประเทศต่างๆ และปัญหาภายในบริษัทที่ต้องสะสางต่อ

อย่างไรก็ดี แนวโน้มน่าจับตาของธุรกิจไรด์แชริ่งในอนาคต คือการเปลี่ยนจากแค่การแชร์ยานพาหนะสำหรับเดินทาง ไปสู่การให้บริการครอบจักรวาลมากยิ่งขึ้น ซึ่งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นทุกที

สำหรับแกร็บนั้นมีทั้งบริการส่งอาหาร ส่งเอกสาร และระบบรับชำระเงินออนไลน์ ที่พัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจ่ายเงินโดยเฉพาะ ขณะที่โกเจ็ก นอกจากจะมีบริการดังกล่าวแบบแกร็บแล้ว ยังเน้นต่อยอดไปให้บริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเป็นหลัก ด้วยการเปิดตัว "โก-ไลฟ์" แอพพลิเคชั่นที่ส่งคนไปให้บริการต่างๆ เช่น ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมรถ และเสริมความงามถึงบ้าน โดยขณะนี้โก-ไลฟ์ให้บริการแค่ในอินโดนีเซีย แต่โกเจ็กระบุว่าบริษัทกำลังฝึกอบรมบุคลากรกว่า 7,000 คน เพื่อขยายบริการดังกล่าวต่อไป

แม้เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนมีศักยภาพเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ภูมิภาคแห่งนี้ยังคงมีความท้าทายใหญ่ที่ต้องจัดการ โดยปัญหาสำคัญที่สุดคือ "การขาดทุนมนุษย์" โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรที่มีความความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล

ดัชนี Human Capital Index เมื่อปี 2017 ของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่วัดศักยภาพด้านทุนมนุษย์ของ 130 ประเทศทั่วโลก พบว่ามีเพียงสิงคโปร์ที่ติดท็อป 20 อันดับแรก โดยได้ที่ 11 และทำคะแนนได้เกิน 70 คะแนน ทิ้งห่างประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยมาเลเซียได้อันดับที่ 33 ขณะที่ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย อยู่ที่อันดับ 40 50 64 และ 65 ตามลำดับ

จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานดังกล่าว ทำให้ธุรกิจดิจิทัลบางรายของอาเซียนอย่างแกร็บและโกเจ็กต้องไปตั้งศูนย์เทคโนโลยีนอกภูมิภาค เช่น ในจีน อินเดีย และสหรัฐ เนื่องจากมีความพร้อมด้านบุคลากรมากกว่า ซึ่งการว่าจ้างคนนอกถิ่นดังกล่าวก็สร้างปัญหาให้ธุรกิจด้วยเช่นกัน เพราะกลุ่มบุคลากรต่างชาติขาดความเข้าใจความหลากหลายเรื่องความต้องการของผู้บริโภคท้องถิ่น และปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศอาเซียน โดยสถานการณ์ดังกล่าวขัดขวางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ในขณะนี้จึงกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนเปรียบเสมือนนกที่กำลังทะยานสู่ท้องฟ้า แต่ยังขาดประสบการณ์และทักษะการบิน ซึ่งในอนาคตจะบินสูงได้มากแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าสามารถเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้มากเพียงใด n

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่