
โบรกเกอร์ 2561ต้องหาตัวเองให้เจอ
บงกชรัตน์ สร้อยทองปี 2560 อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีการตื่นตัวและปรับเปลี่ยนตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโบรกเกอร์ขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ต่างก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเหมือนกับอุตสาหกรรมคือ "เทคโนโลยี" และ "นวัตกรรม" เข้ามาปรับเปลี่ยนทำให้นักลงทุนมีเครื่องมือในการลงทุนที่ดี และเริ่มเห็น บล.หลายแห่งนำ "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI เข้ามาใช้ในระบบการซื้อขาย หรือช่วยในการคัดเลือกหรือกรองหุ้นให้กับลูกค้า ทำให้เกิดการบริการที่ตรงใจและตรงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ขณะเดียวกันยังถือเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมและทำให้ธุรกิจโบรกเกอร์อยู่อย่างยั่งยืน
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ปี 2560 อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีการตื่นตัวและปรับเปลี่ยนตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโบรกเกอร์ขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ต่างก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเหมือนกับอุตสาหกรรมคือ "เทคโนโลยี" และ "นวัตกรรม" เข้ามาปรับเปลี่ยนทำให้นักลงทุนมีเครื่องมือในการลงทุนที่ดี และเริ่มเห็น บล.หลายแห่งนำ "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI เข้ามาใช้ในระบบการซื้อขาย หรือช่วยในการคัดเลือกหรือกรองหุ้นให้กับลูกค้า ทำให้เกิดการบริการที่ตรงใจและตรงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ขณะเดียวกันยังถือเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมและทำให้ธุรกิจโบรกเกอร์อยู่อย่างยั่งยืน
สำหรับปี 2561 การแข่งขันของอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ยังคงเดินทางต่อเนื่องตั้งแต่การเปิดเสรีอย่างเต็มตัว จนเห็นได้ว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) ลดลงอย่างต่อเนื่องใกล้ 0% มี บล.ใหม่จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเปิดตัวทำธุรกิจเพิ่มอีก 1 แห่ง
ขณะเดียวกัน มีอุปสรรคเพิ่มเติมเข้ามากับ บล.ที่มีฐานลูกค้าเป็นนักลงทุนสถาบันโดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของยุโรป หรือ MIFID จะให้แยกค่าธรรมเนียมระหว่างค่าส่งคีย์คำสั่งซื้อขายหุ้นค่าคำแนะนำ และค่าธรรมเนียมการใช้บทวิจัยให้ชัดเจน ซึ่งเป็นความเข้มข้นเรื่องธรรมาภิบาล (ซีจี) ส่งผลให้โบรกเกอร์ ไม่ได้ทำบทวิจัยอาจมี รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง ปัจจุบันสถาบันต่างประเทศต่อท่อตรงกับโบรกเกอร์มากขึ้น และจะใช้โปรแกรมซื้อขายหุ้นแบบอัตโนมัติเป็นหลัก โดยค่าคอมมิชชั่นสำหรับสถาบันต่างประเทศที่ต่อท่อตรงน่าจะอยู่ประมาณ 0.10%
"ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปี 2561 จะเป็นปีเข้าสู่การแข่งขัน "การบริการเชิง กลยุทธ์" อย่างแท้จริง โดยจะมีการลงทุนเพื่อพัฒนาทั้งเครื่องมือการลงทุนต่างๆ เพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้า รวมถึงการเน้นไปสู่การพัฒนาบุคลากรของตัวเองให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่ครอบคลุม เพื่อที่จะช่วยการบริหารความมั่งคั่ง (เวลท์) ให้กับลูกค้ามากขึ้น และยังต้องมีวิธีการนำเสนอที่ดีและมีความแตกต่างจากอดีต
"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า จะเห็นภาพความเป็นโบรกเกอร์ประเภทไหนได้ชัดเจนมากขึ้นว่าใครจะเลือกอะไรไหนนำคือ การแข่งขันทางด้านราคา หรือเป็นโบรกเกอร์ที่เน้นทางด้านบริการ ส่วนโบรกเกอร์ที่ยังไม่มีจุดขายชัดเจน จะอยู่ยากขึ้น
กรณีเรื่องเกณฑ์ของ MIFID ทิสโก้มีการปรับปรุงและเริ่มดำเนินการกับลูกค้าที่เป็นทางยุโรป ซึ่งพาร์ตเนอร์บริษัท คือ ดอยช์แบงก์ ก็มีการปรับและเริ่มใช้โดยชัดเจนว่าดอยช์แบงก์ต้องการอะไรบ้าง ซึ่งฝ่ายวิจัยส่งบทวิจัยไปยังต่างประเทศแล้ว และมีการปรับตัวมาตลอดระยะ 1 ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งค่าคอมมิชชั่นของกลุ่มลูกค้าสถาบันต่างประเทศจะไม่ได้มีการจ่ายเหมือนเดิม เพราะจากที่เคยได้ 0.20% โดย 0.10% จะมาจากการที่ต่อเข้าระบบการซื้อขายโดยตรง แต่อีก 0.10% ก็จะมาจากการคิดเป็นค่าบทวิจัยหรือคำแนะนำมาในรูปตัวเงินไปเลย มั่นใจว่าทิสโก้จะอยู่ในอันดับ 5 ของโบรกเกอร์ที่เป็นสถาบันต่างประเทศ เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าต้องการบริการรวมไว้ที่เดียว
สิ่งที่ทิสโก้จะเน้นทำมากขึ้น ในด้านลูกค้าสถาบันคือการชูบทวิจัยซึ่งเป็นสิ่งที่ทิสโก้มีความถนัดแต่จะมีการลงทุนฟินเทคเพื่อใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น ขณะที่ลูกค้ารายย่อยก็จะเน้นทำในสิ่งที่มีอยู่ เพียงแต่จะเน้นการบริการและมีความใกล้ชิดในการแนะนำลูกค้ามากขึ้น
"ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต กล่าวว่า ปี 2561 จะเป็นปีที่โบรกเกอร์แต่ละแห่งจะต้องมีความชัดเจนแล้วว่า ตัวเองจะเป็นโบรกเกอร์แบบไหน ซึ่งสำหรับฟิลลิปคือ "การชูจุดยืนในสิ่งที่มีการบริการและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย" ตั้งแต่ หุ้น หุ้นต่างประเทศ ตราสารอนุพันธ์ ซึ่งจะรวมตราสารอนุพันธ์ในตลาดหุ้นต่างประเทศด้วย รวมถึงกองทุนรวมที่แม้จะไม่มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) แต่ก็เป็นนายหน้าซื้อขายให้กับกองทุนรวมทุกแห่ง นอกจากนั้น ภายหลังมาเป็นนายหน้าขายประกันชีวิตมากขึ้น
นอกจากนั้น การบริการลูกค้าของตลาดทุนจะมีความหลากหลายและสะดวกมากขึ้น เพราะปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ กำลังลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐานตั้งตัวกลางชำระเงินด้านตลาดทุน (FINNET) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้กับบัญชีอัตโนมัติ (ATS) ในบัญชีประเภทเงินสดของ บล. ได้ก่อนวันที่ 2 มี.ค. 2561 ตลท.จะเริ่มให้มีการชำระราคาเกิดขึ้นเหลือในระยะเวลา 2 วัน (T+2) หลังจากนั้นคาดว่าจะเริ่มใช้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ประมาณไตรมาส 2-3 นี้ ทั้งหมดนี้จะสามารช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของ บล.ได้
ปี 2561 คงจะเห็น บล.เปิดตัวทั้งผลิตภัณฑ์และพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นตัวช่วยนักลงทุนมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนเองก็ควรทำการบ้านแลศึกษาข้อมูลเป็นอย่างดีประกอบด้วย







