
ปัญญาประดิษฐ์กับธุรกิจกาแฟ
เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่าง2017 เป็นปีของการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคใหม่ของปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจังก็ว่าได้ เรียกว่าสมาร์ทโฟนทุกเจ้า ตั้งแต่ iPhone ของสหรัฐ มาจนถึง Huawei ของจีนต่างก็มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของตัวเองแทบทั้งนั้น
เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่าง
2017 เป็นปีของการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคใหม่ของปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจังก็ว่าได้ เรียกว่าสมาร์ทโฟนทุกเจ้า ตั้งแต่ iPhone ของสหรัฐ มาจนถึง Huawei ของจีนต่างก็มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของตัวเองแทบทั้งนั้น
ปีหน้าที่จะถึงในอีกไม่กี่วัน เราน่าจะเห็นความชัดเจนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์เข้าไปอยู่ในสมาร์ทโฟนแล้ว การได้มาซึ่งข้อมูลแบบเรียลไทม์และความสามารถเรื่องการเรียนรู้พฤติกรรมของมนุษย์ก็จะยิ่งทำได้เร็วมากขึ้นเรื่อยๆ และปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ก็มีแต่ฉลาดมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลพวกนี้จะเป็นวัตถุดิบสำคัญมากสำหรับการนำไปต่อยอดในการคิดค้นบริการใหม่ๆ เพื่อช่วยให้มนุษย์เรามีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น
แน่นอนครับเรื่องของการดื่มกาแฟในทุกๆ เช้าของเราก็เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ปัญญาประดิษฐ์น่าจะช่วยได้
เมื่อเทียบกับธุรกิจที่ปัญญาประดิษฐ์พวกนี้ จะสามารถเข้าไปช่วยเปลี่ยนแปลง ธุรกิจกาแฟ ก็อาจเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของจิ๊กซอว์ใหญ่แต่ก็มีความสำคัญนะครับ เพราะแนวโน้มของคนที่ดื่มกาแฟทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปี ข้อมูลจากลูกค้าที่ดื่มกาแฟก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายมากมาย
ผมอ่านเจอบทความหนึ่งใน medium.com เริ่มการศึกษาเรื่องของการใช้ Big Data มาดูการกระจายตัวของประชากรและร้านกาแฟที่มีอยู่กว่า 3,400 แห่งทั่วนิวยอร์ก ซึ่งข้อมูลสามารถแยกแยะออกมาได้ทั้งที่ตั้งของร้านกาแฟสาขา ทั้งแบรนด์ใหญ่หน่อย อย่างสตาร์บัคส์ หรือดังกิ้นโดนัท รวมไปถึงร้านกาแฟคลื่นลูกที่สามทั้งหลายว่ากระจุกตัวอยู่บริเวณใดบ้าง มีการเคลื่อนย้ายของพลเมืองที่เข้าๆ ออกๆ ร้านเหล่านี้อย่างไร ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในแต่ละแห่งสะท้อนรายได้ของย่านนั้นอย่างไร รสนิยมและแนวโน้ม ของการดื่มกาแฟเป็นอย่างไร ซึ่งก็น่าสนใจ สุดๆ นั่นแสดงว่าข้อมูลไม่ว่าจะจากแหล่งไหน หากใช้ให้เป็นมันเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนสภาพเศรษฐกิจและสังคมได้และแม่นยำกว่าการสำรวจแบบเก่ามากนัก
การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินคาดเดาได้ครับ แบรนด์กาแฟที่มีเงินมีเทคโนโลยีและเห็นความสำคัญ พวกเขาก็น่าจะพร้อมลงทุนอยู่แล้ว เพราะเป็นเหมือนการต่อยอดจากสิ่งที่พวกเขาลงทุนไว้ก่อน แน่นอนหากจะยกตัวอย่างก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงสตาร์บัคส์ (อีกแล้ว ขอประทานโทษที่ต้องอ้างถึง) สตาร์บัคส์ถือเป็นผู้นำในตลาดที่นำเอาเรื่องอินเทอร์เน็ต Big Data และ Internet of Things มาใช้อย่างเอาจริงเอาจัง
ทุกวันนี้ระบบจ่ายเงินของสตาร์บัคส์ที่ใช้เป็นบัตรสมาชิก หรือจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นนั้นช่วยให้สตาร์บัคส์ได้ทั้งข้อมูลของลูกค้าและยังกลายเป็น "ธนาคาร" ย่อยๆ ที่สามารถนำเอาเงินที่ลอยอยู่บนอากาศ (เงินที่เราเติมลงไปในการ์ดนั่นแล) นำไปหมุนเวียนใช้ประโยชน์ได้มากมาย
นิตยสาร Fortune รายงานไว้เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ปีที่แล้วว่าเงินที่สะสมอยู่ในบัตรของขวัญ บัตรสมาชิก และในโมบายแอพของลูกค้าสตาร์บัคส์นั้นมีประมาณ 4 หมื่นล้านบาท มากกว่าธนาคารขนาดกลางและเล็กในสหรัฐบางธนาคารเสียอีก
ตอนนี้ก็มีข่าวออกมาว่าสตาร์บัคส์สหรัฐอเมริกาประกาศจะเพิ่มศักยภาพของแอพพลิเคชั่น โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยบาริสต้าในร้านมากขึ้นใน การบริการลูกค้า อีกไม่นานลูกค้าในสหรัฐจะ สามารถสั่งกาแฟจากแอพของสตาร์บัคส์และจ่ายเงินพร้อมกันได้เลย โดยที่ไม่ต้องไปรอคิวที่เคาน์เตอร์
เทคโนโลยีนี้สตาร์บัคส์เรียกว่า Mobile Order & Pay และในอนาคตถัดไปพวกเขาก็ตั้งเป้าหมายว่า ลูกค้าสามารถสั่งงานด้วย "เสียง" จากสมาร์ทโฟนได้เลยโดยไม่ต้องกด ซึ่งน่าจะเป็นอนาคตที่ไม่ไกลจากที่ผมนั่งเขียนอยู่นี่สักเท่าไร เมื่อประเมินจากความสามารถของปัญญาประดิษฐ์และ Big Data ที่สตาร์บัคส์มีอยู่ในปัจจุบัน
ว่ากันว่าสตาร์บัคส์มีแพลตฟอร์มแอพ ออนไลน์ที่แตกต่างกันกว่า 22 เวอร์ชั่น เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ รวมถึงเวอร์ชั่นล่าสุดที่สตาร์บัคส์ร่วมพัฒนากับอาลีบาบาของจีน ซึ่งสามารถสั่งเครื่องดื่มและจ่ายเงินได้จากแอพ นั่นก็เป็นแนวโน้มที่ทำให้เราเห็นว่าอีกไม่นาน บ้านเราก็น่าจะมีให้ใช้ในอีกไม่นานนี้แน่นอน
สำหรับใครที่ยังไม่สบายใจกับเทคโนโลยี คุณจะจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ก็ยังได้ แต่เชื่อว่าในอนาคตจำนวนของเคาน์เตอร์ในร้านจะลดลง เพื่อบีบบังคับทางอ้อมให้เราหันมาใช้เทคโนโลยี
หากคุณกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย หรือการถูกล้วงข้อมูล ไม่ต้องกลัวไปครับ เพราะยังไงก็หนีไม่พ้นและเราเลยจุดนั้นไปนานมากแล้ว







