posttoday
การเมืองโลกระอุ เสี่ยงฉุดปี 2018

การเมืองโลกระอุ เสี่ยงฉุดปี 2018

27 ธันวาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ในปี 2016 โลกผ่านเหตุพลิกผันทางการเมืองหลายครั้ง ทั้งการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักร หรือ "เบร็กซิต" และชัยชนะอันพลิกโผของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ โดยเหตุการณ์เหล่านั้นได้เป็นต้นกำเนิดของหลายเหตุการณ์ในปีนี้ และจะยังคงส่งต่อผลกระทบต่อไปอีกในปี 2018

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ในปี 2016 โลกผ่านเหตุพลิกผันทางการเมืองหลายครั้ง ทั้งการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักร หรือ "เบร็กซิต" และชัยชนะอันพลิกโผของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ โดยเหตุการณ์เหล่านั้นได้เป็นต้นกำเนิดของหลายเหตุการณ์ในปีนี้ และจะยังคงส่งต่อผลกระทบต่อไปอีกในปี 2018

"อังกฤษ" ยังคงต้องผลักดันการเจรจากับอียูต่อไป โดยในปี 2017 ที่ผ่านมาอังกฤษได้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา สร้างหายนะให้กับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เทเรซ่า เมย์ เพราะนอกจากจะไม่ได้เสียงส่วนใหญ่แล้ว ยังได้เสียงน้อยลงกว่าก่อนยุบสภา และทำให้ความตั้งใจแต่เดิมที่จะสร้างรัฐสภาที่เข้มแข็งพอให้ผลักดันเบร็กซิตต่อไปได้ต้องล้มเหลวลง

ความล้มเหลวดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การพูดคุยกับอียูต้องล่าช้าออกไป ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถตกลงกันได้ในเบื้องต้นเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยตกลงกันได้ใน 3 ด้าน คือ ค่าธรรมเนียมในการลาออกจากสหภาพ ด้านสิทธิพลเมืองอียูและอังกฤษ รวมถึงรับประกันว่าจะไม่มีการกั้นพรมแดนถาวรกับไอร์แลนด์เหนือ ส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกอียู

อย่างไรก็ตาม อังกฤษยังเหลือประเด็นใหญ่ที่ต้องเผชิญ คือ ด้านการค้า โดยอังกฤษยังคงต้องการเข้าถึงตลาดร่วมของอียูอยู่ ขณะที่อียูยืนยันชัดเจนว่าอังกฤษไม่สามารถได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าเทียบเท่ากับตอนที่เป็นสมาชิก ทำให้การเจรจาดังกล่าวเป็นเรื่องยาก ท่ามกลางเวลาที่ไม่คอยท่าและเส้นตายขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก่อนอังกฤษจะต้องออกจากสหภาพไปในหลังเดือน มี.ค. 2019

นอกจากนี้ ในเวลาต่อมาผู้แทนราษฎรอังกฤษลงมติบังคับให้รัฐบาลต้องนำร่างข้อตกลงการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ เบร็กซิต บรรจุเข้ารัฐสภาเพื่อตัดสินใจครั้งสุดท้ายก่อนบังคับใช้ ยิ่งเพิ่มความยุ่งยากให้กับอังกฤษในการพาประเทศไปเจรจากับสหภาพยุโรปมากขึ้นอีก

ขณะเดียวกันฝาก "ยุโรป" ก็เผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองไม่แพ้กัน เมื่อพี่ใหญ่อย่าง "เยอรมนี" เข้าสู่ปี 2018 โดยยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศได้ หลังนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ในฐานะหัวหน้าพรรคคริสเตียนเดโมแครต (ซีดียู) ล้มเหลวในการตั้งพรรครัฐบาลร่วมกับพรรคเอฟดีพีและพรรคกรีน จนต้องหันไปเจรจากับพรรคสังคมประชาธิปไตย (เอสดีพี) ที่เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเทอมที่แล้ว ให้กลับมาตั้งรัฐบาลผสมร่วมกันอีกครั้ง

ความวุ่นวายของเยอรมนีมีสาเหตุจากการที่พรรคของแมร์เกิลได้คะแนนเสียงเพียง 33% ต่ำสุดในรอบเกือบ 70 ปี ขณะที่พรรคทางเลือกเยอรมนี (เอเอฟดี) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดได้เสียงถึง 12.6% เป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงกระแสขวาจัดที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศของยุโรป เช่น "ออสเตรีย" ที่เพิ่งได้รัฐบาลใหม่โดยเป็นส่วนผสมระหว่างพรรคฝ่ายขวากับพรรคขวาจัดที่ได้เข้าร่วมรัฐบาลเป็นครั้งแรก

เหตุการณ์ต่อเนื่องอันดับสองจากปีเก่า คือ ความวุ่นวายจากนโยบาย ต่างประเทศของ "สหรัฐ" โดยสหรัฐภายใต้ทรัมป์ประกาศรับรองให้เยรูซาเลม พื้นที่พิพาทระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล สร้างความไม่พอใจให้กับโลกอาหรับและประเทศมุสลิม ซึ่งรวมถึงซาอุดิอาระเบีย พันธมิตรที่สำคัญในตะวันออกกลางที่กำลังผูกสัมพันธ์กับรัสเซียแน่นแฟ้นขึ้นผ่านการตกลงร่วมปรับลดการผลิตน้ำมัน

ขณะเดียวกันนโยบายดังกล่าวก็กลายเป็นดาบสองคมต่อสหรัฐ เนื่องจากทำให้จุดยืนบนเวทีสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต้องสั่นคลอนไป หลัง 128 ประเทศสมาชิกยูเอ็นลงมติให้สหรัฐถอนการรับรองเยรูซาเลม ทว่าความขัดแย้งยังคงไม่ยุติลงโดยง่ายเมื่อสหรัฐข่มขู่จะตัดเงินช่วยเหลือให้กับประเทศที่โหวตรับรองดังกล่าว

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา ยังสร้างความวุ่นวายให้กับเอเชีย โดยเฉพาะการเสริมกำลังรบในเอเชียด้วยการส่งเรือรบเข้ามาในพื้นที่ และการส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธทาด (THAAD) ไปติดตั้งในเกาหลีใต้ เพื่อใช้รับมือกับ "เกาหลีเหนือ" ที่ยังคงยั่วยุด้วยการทดสอบขีปนาวุธ สร้างความไม่พอใจให้กับจีน ซึ่งตามมาด้วยการที่จีนบอยคอต การท่องเที่ยวและสินค้าเกาหลีใต้

ภัยคุกคามเกาหลีเหนือนอกจากจะทำให้เกาหลีใต้เร่งเพิ่มศักยภาพในการปกป้องประเทศแล้ว ยังทำให้ญี่ปุ่น ซึ่งขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเคยบินข้ามประเทศไปตกในทะเลทางตะวันออกมาแล้ว ยังเพิ่มงบประมาณในการป้องกันประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.19 ล้านล้านเยน (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) ปรับขึ้น 1.3% จากปีที่แล้ว รวมถึงยังเสริมแกร่งระบบต่อต้านมิสไซล์อีกด้วย

แน่นอนว่าเหตุการณ์เหล่านี้ยังไม่ได้จบลงไปกับปี 2017 และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเมืองในสหรัฐและยุโรป

สหรัฐเองจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในปีหน้า โดยมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดและอีก 33 ที่นั่งจาก 100 ที่นั่ง ในวุฒิสภาเป็นเดิมพัน โดยการเลือกตั้งดังกล่าวนับจะเป็นบทพิสูจน์ความนิยมของทรัมป์ในสายตาของชาวอเมริกัน และยังอาจจะสร้างความยุ่งยากให้กับการบริหารงานของทรัมป์ด้วย

ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งในทั้งสองสภา แต่ที่ต้องจับตาคือวุฒิสภา ซึ่งรีพับลิกันเคยนำอยู่เล็กน้อยที่ 52 เสียงต่อเดโมแครต 46 เสียง และอีก 2 วุฒิสมาชิกอิสระที่ให้ความร่วมมือกับเดโมแครต แต่เมื่อกลางเดือน ธ.ค.นี้ ดั๊ก โจนส์ จากพรรคเดโมแครต คว้าชัยในศึกเลือกตั้งรัฐแอละแบมาได้สำเร็จ และเป็นชัยชนะครั้งแรกของเดโมแครตต่อรัฐที่เป็นสีแดงมาตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ทำให้เสียงในวุฒิสภาของรีพับลิกันลดลงเหลือ 51 เสียง

ที่ผ่านมาทรัมป์เผชิญความยากลำบากในการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่ที่นำอยู่เพียงเล็กน้อยในวุฒิสภา ดังนั้นการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 6 พ.ย. 2018 จะกลายเป็นทั้งโอกาสในการคว้าเสียงเพิ่มขึ้นในทั้งสองสภา หรือจะเป็นหายนะสำหรับทรัมป์ที่อาจจะต้องผ่านกฎหมายยากขึ้น ถ้ารีพับลิกันพ่ายเสียงส่วนใหญ่ให้เดโมแครต และอาจย่อมหมายถึงผลกระทบต่อโลกตามมาจากความไม่แน่นอนครั้งนี้ด้วย n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม