posttoday
แบงก์ปรับตัวหนัก รับรายได้หด

แบงก์ปรับตัวหนัก รับรายได้หด

27 ธันวาคม 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ปี 2561 เป็นอีกปีหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์มีแรงกดดันในการทำกำไรจากหลายปัจจัยด้วยกัน ในด้านของเสถียรภาพจะมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหรือการสร้างความแข็งแกร่งในเงินกองทุนเพิ่ม ที่ธนาคารต้องเจียดกำไรมารองรับ

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ปี 2561 เป็นอีกปีหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์มีแรงกดดันในการทำกำไรจากหลายปัจจัยด้วยกัน ในด้านของเสถียรภาพจะมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหรือการสร้างความแข็งแกร่งในเงินกองทุนเพิ่ม ที่ธนาคารต้องเจียดกำไรมารองรับ

ทว่า ประเด็นที่สะเทือนการทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ คือ การเข้ามาของเทคโนโลยีทางการเงินที่มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านการชำระเงิน ที่ธนาคารพาณิชย์เคยกุมตลาดและเป็นส่วนที่สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมสูงมาตลอด

ผลกระทบแรกมาจากรัฐบาลประกาศโครงการเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ โดยให้สังคมไร้เงินสดเป็นวาระ แห่งชาติ ทำให้ทุกธนาคารจำต้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างระบบ ดังกล่าว นำโดย พร้อมเพย์และอีดีซี ซึ่งถูกกำหนดค่าธรรมเนียมที่จะคิดต่อ ผู้บริโภคต่ำมาก

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ (มาร์เก็ต คอนดักต์) ถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันให้ผู้บริโภคอย่างเหมาะสม ต้องให้ข้อมูลครบ ห้าม บังคับขาย ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมจากแบงก์แอสชัวรันส์ที่เคยเติบโต โดดเด่น เริ่มชะลอตัวลง

รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์เริ่มแสดงถึงผลกระทบบ้างแล้วในปีนี้ จากการรายงานผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่องจากเฉลี่ย 15% ต่อปี ในปีนี้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ใหญ่เติบโตเฉลี่ยเพียง 5%

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยหรือ ค่าธรรมเนียมในไตรมาส 3 ของปี 2560 เทียบกับไตรมาส 3 ของปี 2559 ธนาคารกรุงเทพ อยู่ที่ 11,651 ล้านบาท เติบโต 7% ธนาคารกรุงไทย อยู่ที่ 7,067 ล้านบาท เติบโต 8.49% ธนาคารไทยพาณิชย์ อยู่ที่ 11,419 ล้านบาท หดตัว 4.6% และธนาคารกสิกรไทย 16,435 ล้านบาท เติบโต 6.22%

ทิศทางผลกระทบรายได้ค่าธรรมเนียมจะเห็นชัดขึ้นในปี 2561 จากการที่ผู้บริโภคคุ้นชินและเลือกใช้บริการธุรกรรมผ่านดิจิทัลหรืออิเล็กทรอนิกส์ที่ประหยัดค่าธรรมเนียมมากขึ้น เช่น การโอนเงิน ชำระเงิน ผ่านพร้อมเพย์ หรือคิวอาร์โค้ด ที่ธนาคารใหญ่กำลังจัดแคมเปญสร้างความรับรู้ให้เป็นวงกว้าง

ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการ ผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ปี 2561 คาดว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะไม่เติบโตเลย จากนโยบายเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ได้แก่ พร้อมเพย์ และ คิวอาร์โค้ด กฎเกณฑ์ควบคุมการขายประกันผ่านธนาคาร ทำให้ยอดขายประกันลดลงไปและส่งผลกระทบต่อ ค่าธรรมเนียม

"ที่ผ่านมา รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตจากธุรกรรมการเงินทั่วไป และแบงก์แอสชัวรันส์ ซึ่งเห็นการลดลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตและบัตรเครดิตก็ชะลอลงจากการจับจ่ายใช้สอยที่ซบเซา" ขัตติยา กล่าว

โอกาสของการสร้างรายได้เพิ่มมีจำกัดลง ธนาคารพาณิชย์จึงกลับมา บริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำลง ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และแนวทางหนึ่งก็คือ การปรับลดสาขา

ทั้งนี้ ผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์เกือบทุกคน ยืนยันว่า การปรับลดสาขาไม่ได้มุ่งที่จะลดต้นทุนธนาคาร แต่เป็นการปรับสมดุลให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า โดยส่วนใหญ่ใช้กลยุทธ์ สาขาใดที่ไม่มีคนหรือคนน้อย ก็จะย้ายทำเลหรือไปรวมกับสาขา ใกล้เคียง ส่วนการเปิดใหม่เน้นเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้า

"ธนาคารไม่ได้มีเป้าหมายลดสาขา ตรงกันข้ามในปี 2560 ได้เปิดสาขาเพิ่มขึ้น เพราะเชื่อว่า แม้ว่าดิจิทัลแบงก์กิ้งจะได้รับความนิยมและทำธุรกรรมผ่านเครื่องอัตโนมัติ แต่สาขายังมีความสำคัญมากในการเป็นช่องทางพูดคุยกับลูกค้า" เดชา ตุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าว

"แนวโน้มการปิดสาขาคงไม่สามารถบอกได้ว่าจะปิดหรือเปิดเท่าใด โดยจะประเมินเป็นกรณี หากสาขาใดไม่มีผู้ใช้บริการแล้วก็ควรต้องปิดไป ส่วนบุคลากรธนาคารไม่ได้มุ่งลดคน เน้นพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ รองรับ การให้บริการเฉพาะด้านยิ่งขึ้น" ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าว

"สาขาเป็นยูนิตที่เปลี่ยนแปลงเยอะที่สุดเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาแทน โมเดลธุรกิจที่ทำมากว่าร้อยปีจะต้องเปลี่ยนไป โดยมีตัวเลขออกมาแล้วว่าคนไปสาขาน้อยลงจริงๆ ยกเว้นในห้างที่คนเยอะมาก ซึ่งโมเดลใหม่จะเน้น การนำแมชีนเข้าไปช่วย" สารัชต์ รัตนาภรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขาลูกค้าบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุ ซึ่งเป็นที่มาของโมเดลสาขาเอ็กซ์เพรส ที่เปิดให้บริการแล้ว 15 แห่ง

การปรับตัวของธนาคารพาณิชย์อยู่ในสายตาของ ธปท.ที่ติดตามอย่างใกล้ชิดและให้ธนาคารพาณิชย์รายงานการเปิด-ปิดสาขาเสมอ ซึ่งรายงานข้อมูลล่าสุดเดือน พ.ย. 2560 พบว่า ทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์มีจำนวนสาขารวม 6,800 สาขา ลดลง 201 สาขา เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันก่อนหน้าที่มี 7,001 สาขา

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า สถาบันการเงินไทยปรับตัวรองรับเทคโนโลยีได้ดีเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งมาจากระบบสถาบันการเงินไทย มีความเข้มแข็ง ทั้งเงินกองทุน ความสามารถในการหารายได้ เพราะถ้าเกิดในช่วงที่สถาบันการเงินอ่อนแอคงลำบาก โดยเทคโนโลยีใหม่ไม่ใช่เป็นความท้าทายอย่างเดียว ยังเป็นโอกาสที่ทำให้สถาบันการเงินปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น อาทิ การบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ลูกค้า

"การที่รูปแบบสาขาอาจไม่เหมาะสม ในการให้บริการบางกลุ่ม วันนี้ ธปท.ได้เริ่มอนุญาตให้ตั้งเพย์เมนต์เอเยนต์และแบงก์กิ้งเอเยนต์สำหรับลูกค้าในพื้นที่ห่างไกล หรือใช้เทคโนโลยีใหม่เป็นแขนขาให้สถาบันการเงินบริการลูกค้าแบบเฉพาะหน้าได้ ช่วยลดต้นทุนให้บริการ และไม่ปิดกั้นความต้องการใช้บริการของลูกค้าบางกลุ่มที่ยังไม่เท่าทันด้วย" วิรไท กล่าว

จากทิศทางเทคโนโลยีที่พัฒนารวดเร็วและพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน ทุกธนาคารหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ปรับตัวรับให้ทัน และจริงใจที่จะร่วมพัฒนาสังคมไร้เงินสด เพราะถ้า ยังหวงค่าธรรมเนียมแบบเดิมๆ ที่เคยได้ ก็จะกลายเป็นอุปสรรคในการปรับเปลี่ยนบริการของธนาคารเอง นอกจากนี้ในด้านการบริหารต้นทุน เชื่อว่าธนาคารจะไม่ผลีผลามลดสาขา จนกระทบกับการ ให้บริการลูกค้า เพราะจากข้อมูลพบว่าธุรกรรมผ่านสาขาไม่ได้ลดลงเลย สะท้อนว่าคนยังใช้สาขาอยู่มาก

ในระยะ 1-2 ปีนี้คงจะเป็นช่วง ที่ธนาคารพาณิชย์ต้องแบกต้นทุนสูง และประสบปัญหาเรื่องการสร้าง รายได้ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียม บ้าง แต่จากความตื่นตัวในการปรับกลยุทธ์สู้ เชื่อว่า ธนาคารไทยไม่พ่ายต่อเทคโนโลยีแน่นอน n

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก