
งานชิ้นโบแดงงานหนึ่งของรัฐบาล (1)
PSL KandaExtra Pro (Regula 12 Pt)ขึ้นชื่อเรื่องไว้อย่างนี้ เพราะเห็นว่าน่าจะตรงที่สุดแล้ว เนื่องจากมีความพยายามมาร่วม 10 ปี ตั้งแต่รัฐบาลเลือกตั้งที่จะให้สหรัฐปลดไทยออกจาก PWL (Priority Watch List) แต่ไม่เคยสำเร็จ เพิ่งจะมาสำเร็จในรัฐบาลนี้ แถมยังเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาทบทวนที่เรียกว่า นอกรอบ (Out-of-Cycle-Review; OCR) คือไม่ใช่การพิจารณาประจำปี แต่ทำให้ก่อนการพิจารณาประจำปี แม้จะเป็นกระบวนการปกติของสหรัฐ แต่ในกระบวนการ OCR ก่อนหน้านี้ไทยก็ยังติดอยู่ใน PWL
PSL KandaExtra Pro (Regula 12 Pt)
ขึ้นชื่อเรื่องไว้อย่างนี้ เพราะเห็นว่าน่าจะตรงที่สุดแล้ว เนื่องจากมีความพยายามมาร่วม 10 ปี ตั้งแต่รัฐบาลเลือกตั้งที่จะให้สหรัฐปลดไทยออกจาก PWL (Priority Watch List) แต่ไม่เคยสำเร็จ เพิ่งจะมาสำเร็จในรัฐบาลนี้ แถมยังเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาทบทวนที่เรียกว่า นอกรอบ (Out-of-Cycle-Review; OCR) คือไม่ใช่การพิจารณาประจำปี แต่ทำให้ก่อนการพิจารณาประจำปี แม้จะเป็นกระบวนการปกติของสหรัฐ แต่ในกระบวนการ OCR ก่อนหน้านี้ไทยก็ยังติดอยู่ใน PWL
การทบทวน OCR ครั้งนี้ทำให้ไทยถูกปลดจาก PWL มาเป็น WL เมื่อ วันที่ 15 ธ.ค. 2560 ผู้เขียนคิดว่าน่าจะได้เป็นข่าวใหญ่ แต่กลับเงียบหายไปเหมือนการขว้างกรวดเม็ดเล็กๆ ลงน้ำ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะผู้เขียนเองที่เป็น สว. จึงไม่ค่อยอ่านสื่อ "Online" แต่ชอบอ่านจากหนังสือพิมพ์มากกว่า หรือเป็นเพราะนำไปเทียบกับสมัยที่เราติด PWL และยังไม่ถูกปลดออก เพราะจะเห็นข่าวตัวใหญ่ๆ พาดหัวเป็นประจำแทนที่จะเป็นข่าวในฉบับ ทำให้คาดหวังที่จะเห็นข่าวการถูกปลดจาก PWL เป็น WL เป็นข่าวพาดหัวตัวใหญ่ หรือเป็นเพราะรัฐบาลนี้ขาดการวางกลยุทธ์ในการสื่อสาร ข่าวดีใหญ่ๆ อย่างนี้จึงถูกบดบังด้วยข่าวด้านลบที่เป็นกระแสช่วยกันตีสนั่นเมือง เหมือนหมู่บ้านกระสุนตก
ที่ต้องถือเป็นงานชิ้นโบแดงนั้น เพราะการจะถูกปลดจาก PWL ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยิ่งเป็นการทบทวนนอกรอบยิ่งยากขึ้น ถ้าสหรัฐไม่เห็นการดำเนินงานที่มีความคืบหน้าชัดเจนก็ยากที่จะทำได้ ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มปูพื้นมาตั้งแต่ปีก่อนๆ ตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิกพิธีสารมาดริด ซึ่งเป็นพิธีสารที่ทำให้สามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ จากนอกประเทศเกือบทั่วโลก ทำให้การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทำได้รวดเร็วขึ้น มีการเพิ่มอัตรากำลังผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมเองได้พยายามขอเพิ่มอัตรากำลังมานานแล้ว แต่ถูกตรึงกำลังไว้โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านอัตรากำลัง ด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่สนใจที่จะรู้ จนมาถึงรัฐบาลนี้รองนายกฯ สมคิด ได้เพิ่มอัตรากำลังผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรให้ 120 อัตรา ในเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2559-2561) เนื่องจากเห็นความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาที่จะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทำให้ให้ผู้ตรวจสอบเครื่องหมายการค้าทั้งหมด (รวมของเดิม) เพิ่มขึ้นเป็น 39 อัตรา หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 2 เท่าตัว และผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 112 อัตรา (รวมของเดิม) หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 3 เท่าตัว โดยในปี ค.ศ. 2016 ได้รับเข้ามารวมทั้งสิ้น 51 คน แน่นอนว่ากำลังคนที่ได้มาเหล่านี้ยังขาดความชำนาญและต้องฝึกอบรม ไปอีกระยะหนึ่ง แต่เป็นกำลังคนที่มี พื้นฐานความรู้ด้านเคมี ชีววิทยา วิศวะ ฯลฯ ในระดับปริญญาตรี โท และเอก ที่จะสามารถเข้าใจในข้อถือสิทธิที่ผู้ยื่นขอจดทะเบียนต้องการ และจะทำให้การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรรวดเร็วขึ้น
สำหรับการเปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ คงไม่ต้องพูดถึง ยกตัวอย่าง มาเลเซีย เป็นต้น เมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว สมัยที่ประเทศไทยมีผู้ตรวจสอบสาระสำคัญของสิทธิบัตรเพียง 23 คน มาเลเซียกำลังเพิ่มผู้ตรวจสอบเป็น 60 คน หรือถ้าจะเทียบกับจีน จีนมีคำสั่งเพิ่มผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรปีละ 800 คน จนถึงขณะนี้น่าจะมีผู้ตรวจสอบ 5,000-6,000 คนเท่าๆ กับสหรัฐ ถึงแม้ว่าการที่ไทยจะมีผู้ตรวจสอบเพิ่มเป็น 120 คน ใน 3 ปี จะน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้บริหารระดับสูงของประเทศมีความเข้าใจและมีสายตาไกลเห็นความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นยากมากในประเทศไทย ในรัฐบาลที่เป็นนักการเมือง
นอกจากนี้ ยังมีการแก้กฎหมายและดำเนินการในเรื่องอื่นๆ อีกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มตั้งแต่การที่ รมว.พาณิชย์ (อภิรดี ตันตราภรณ์) เดินทางไปเจรจากับสหรัฐเพื่อทำ OCR มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ ฯลฯ แต่ที่สำคัญมาก คือ การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะในเรื่องลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ซึ่งประเทศไทยค่อนข้างมีชื่อ "เสีย" ประเทศหนึ่ง และสหรัฐมีรายชื่อแหล่งที่เรียกได้ว่าขายของละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย (Notorious) อย่างชัดเจน เรียกว่า ฝรั่งย่องไปทีไร จับได้ทุกที สมัยผู้เขียนเคยขอให้ฝ่ายปราบปรามนั่งเป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่ก็ยัง "เอาไม่อยู่"
ในรัฐบาลนี้ คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 12 หน่วยงาน และมอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นศูนย์กลางประสานงาน ทำการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดง หรือที่สหรัฐ เรียกว่าเป็น "Notorious Market" เช่น ตลาดโรงเกลือ มาบุญครอง ฯลฯ โดยดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันด้วย เช่น การทำบันทึกความเข้าใจกับเจ้าของพื้นที่ ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการปล่อยปละละเลยให้มีการขายสินค้าละเมิด รวมตลอดถึงความผิดทั้งทางแพ่งและอาญาที่จะเกิดกับเจ้าของพื้นที่
การดำเนินการยังมีอีกมากที่กระทรวงพาณิชย์และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องและรัฐบาลนี้ได้ลงแรงไป คงต้องไปต่อคราวหน้า







