
ณัฏฐกรม์ ชุณหะวัณ คิดก่อนใช้เพื่อเป้าหมายชีวิต
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์การรู้จักตัวเองคือวิถีหนึ่งที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้เร็วขึ้น ซึ่งก็รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการเงินด้วย เพราะคนที่รู้ว่าตัวเองใช้จ่ายอย่างไร ก็จะประเมินได้ไม่ยากว่าควรจะบริหารจัดการเงินในมืออย่างไรเพื่อให้เพียงพอต่อการรับมือวัยเกษียณ หรือมีเหลือเก็บ
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การรู้จักตัวเองคือวิถีหนึ่งที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้เร็วขึ้น ซึ่งก็รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการเงินด้วย เพราะคนที่รู้ว่าตัวเองใช้จ่ายอย่างไร ก็จะประเมินได้ไม่ยากว่าควรจะบริหารจัดการเงินในมืออย่างไรเพื่อให้เพียงพอต่อการรับมือวัยเกษียณ หรือมีเหลือเก็บ
ณัฏฐกรม์ ชุณหะวัณ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง มิดเดิล เอ็ม จิวเวลรี่ ประกอบธุรกิจผลิตจิวเวลรี่แฮนด์เมด เป็นหนึ่งในคนที่รู้จักตัวเอง และทำให้เขาเลือกเส้นทางชีวิตในการทำงานอิสระ สร้างธุรกิจของตัวเอง แทนที่จะทำงานประจำ โดยไม่กังวลเรื่องรายได้ไม่แน่นอน
ปัจจุบัน ณัฏฐกรม์ อายุ 28 ปีแล้ว จุดที่ทำให้เขาเลือกเส้นทางเดินของตัวเองได้ไว มาจากเขาเป็นคนชอบความอิสระ และมั่นใจว่าตัวเองอยากทำอะไร ชอบอะไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อมีโอกาสจึงลงมือทำ แม้ว่าจะมีประสบการณ์ไม่มาก ก็คิดว่าสามารถทดลองและหาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ได้ ดังนั้นหลังเรียนจบจึงออกมาทำจิวเวลรี่แฮนด์เมดขาย
จากนั้นก็แตกแขนงไปทำธุรกิจอื่นๆ เพิ่มด้วย เช่น สตูดิโอถ่ายรูป นำเข้าสินค้าแฟชั่นเกาหลีมาขาย รวมทั้งช่วยพี่ทำธุรกิจผ้าห่มปักชื่อ แต่ตัวหลักๆ ที่ทำมากที่สุดคือจิวเวลรี่แฮนด์เมด
หลักการสำคัญในการบริหารเงินของ ณัฏฐกรม์ คือ จะแบ่งเงินสำหรับทำธุรกิจและเงินของตัวเองให้ชัด และเนื่องจากมีธุรกิจมากกว่า 1 อย่าง จึงใช้กลยุทธ์การเก็บเงิน โดยจะเก็บจากรายได้ที่มาจากธุรกิจจิวเวลรี่แฮนด์เมดเป็นหลัก
"เรารักงานจิวเวลรี่แฮนด์เมดที่สุด รู้สึกเป็นเรื่องยากกว่าจะได้เงินมา ดังนั้นก็จะออมจากรายได้งานนี้มากที่สุด ส่วนรายได้ที่มาจากแหล่งอื่นๆ จะไว้ใช้จ่าย แต่ก็จะมีส่วนที่เหลือไว้เก็บเช่นกัน"
ณัฏฐกรม์ กล่าวว่า คงเป็นเพราะโตแล้ว ดังนั้นเวลาจะใช้จ่ายเงินก็จะคิดมากกว่าสมัยก่อนมาก แม้จะไม่ได้แบ่งเก็บเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจนจากรายได้ทั้งหมดที่ได้มา แต่ก็จะตั้งตัวเลขไว้ในใจว่าใน 1 เดือนอยากเก็บเงินเท่าไหร่ ที่คิดว่าเก็บไปแล้วจะพอใช้ในอนาคต ทั้งเพียงพอต่อการลงทุนในธุรกิจต่อ และเพียงพอต่อการใช้ชีวิตระยะยาว
เมื่อมีธงในใจแล้ว แต่ละเดือนก็มีทำได้เกินเป้าหมายบ้าง ทำไม่ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับลูกค้าที่เข้ามา แต่ข้อดีคือการตั้งเป้าหมายในใจจะเป็นการสร้างวินัยให้ตัวเอง ทำให้เราคิดก่อนใช้ ซึ่งทำเช่นนี้มาได้ 2-3 ปีแล้ว ต่างจากในอดีตที่ยังไม่ได้ทำงาน ยังไม่ได้วางเป้าหมายให้ตัวเอง ก็จะเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรต้องพยายามหาให้ได้ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน อยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม แต่พอซื้อมาแล้วจะรู้สึกได้เลยว่า ความต้องการอันแรงกล้าที่เคยมีจะหายไปเล็กน้อย แล้วก็จะกลายเป็นคำถามแทนว่า เราซื้อมาทำไม จากนั้นเราก็จะรู้สึกเสียดายเงิน ที่จริงแล้วยังไม่ต้องซื้อก็ได้
"หลายครั้งที่เราอาจเคยรู้สึกว่าอยากจะซื้อสิ่งของบางอย่าง แต่พอซื้อมาแล้วกลับต้องมาเสียดายทีหลัง เพราะเวลานั้นอยากได้มากจนลืมคิดทุกอย่าง แต่เมื่อเราตั้งเป้าหมายเอาไว้ให้ตัวเอง เราก็จะเปลี่ยนวิธีคิด จะมองก่อนว่าของที่ลดราคานั้นหากซื้อมาคุ้มแล้วหรือ ถ้าซื้อกลับมาแล้วจะมาเสียดายทีหลังหรือไม่"
นอกเหนือจากเรื่องการคิดก่อนใช้จ่ายแล้ว ณัฏฐกรม์ มองว่าเป็นความโชคดีที่ตัวเขามีไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ตัวเองไม่ใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว เช่น ไม่ได้ไป รับประทานอาหารแพงๆ ไม่ได้มีแนวคิดว่าต้องไปเที่ยวต่างประเทศทุกเดือน หรือบ่อยๆ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารและการเดินทางจึงไม่สูง ทำให้เก็บเงินได้เรื่อยๆ สมมติ 1 เดือน ได้เงินมา 100% ก็จะเก็บได้มากถึง 30-40% เพราะใช้จ่ายน้อย
ณัฏฐกรม์ ขยายความว่า ในช่วงแรกของการเก็บออม เขาเริ่มจากฝากเงินไว้กับธนาคารทั้งหมด แต่ฝากไปได้ระยะหนึ่งก็รู้สึกว่าดอกเบี้ยที่ได้น้อยมาก ระยะหลังจึงเริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ เช่น ไปซื้อทองคำและซื้อหุ้น โดยมองว่าการกระจายเงินเก็บไปยังช่องทางอื่นจะทำให้เงินออมที่มีเพิ่มขึ้นชนะอัตราเงินเฟ้อ
สำหรับการลงทุนในหุ้นนั้น ณัฏฐกรม์ ไม่ใช่นักลงทุนระยะสั้นที่ซื้อมาขายไปเพื่อเก็งกำไรชั่วครั้งชั่วคราว แต่จะเป็นการซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว โดยก่อนลงทุนจะศึกษาอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับตัวบริษัทว่าราคาหุ้นในอดีตเป็นอย่างไรบ้าง ขึ้นลงอย่างไร การลงทุนของบริษัทนั้นเป็นอย่างไร มีศักยภาพที่จะขยายตัวมากแค่ไหนในระยะ 10 ปีข้างหน้า
การลงทุนอีกอย่างของ ณัฏฐกรม์ คือ ลงทุน ในธุรกิจที่ทำอยู่และหาช่องทางทำธุรกิจใหม่ๆ เพราะณัฏฐกรม์เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนเองได้ โดยมองว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยเงินไว้เฉยๆ เพราะถ้าเงินไม่ลดลงเพราะมูลค่าเงินที่มีอยู่หายไปตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เราก็อาจจะนำเงินนั้นไปทำอย่างอื่นอยู่ดี
ณัฏฐกรม์ มองประโยชน์ของการทำธุรกิจเอง ทำอาชีพอิสระว่า ข้อดีของการทำอาชีพอิสระคือเราจะสามารถดูแลตัวเองได้ดีกว่าคนที่ทำงานประจำ เพราะสามารถบริหารจัดการเวลาของตัวเองได้ ต่างจากคนทำงานประจำที่หลายครั้งก็ใช้เวลากับการทำงานยาวไปจนถึงตี 1 ตี 2 สุขภาพก็ย่ำแย่ ขณะที่การทำงานอิสระ แม้ว่างานจะหนักแต่ก็มีโอกาสเลือกได้มากกว่า
ขณะที่ประเด็นทำงานอิสระแล้วรายได้ไม่แน่นอนนั้น หลายคนอาจมองเป็นข้อเสีย แต่สำหรับ ณัฏฐกรม์ กลับมองว่าก็มีข้อดี เพราะเมื่อบางช่วงรายได้ไม่ดี ก็จะทำให้เรารู้สึกต้องขยันมากขึ้น พยายามมากขึ้น อยากแก้ปัญหา และอาจจะทำให้เราได้มองลึกลงไปมากขึ้นถึงความต้องการลูกค้า ได้ทบทวนว่าสิ่งที่นำเสนอดีหรือไม่ดีอย่างไร และรู้จักปรับตัวเองเพื่อทำให้มีรายได้ดีขึ้นให้ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็จะทำให้รายได้แน่นอนได้ด้วยความขยันของเรา
นี่คือแนวคิดของคนที่มีเป้าหมายชีวิตชัดเจน จึงไม่แปลกที่เรื่องการบริหารเงินของเขาก็จะมีความชัดเจนเช่นกัน หากใครอ่านถึงตรงนี้แล้วลองย้อนกลับไปมองตัวเองว่า วันนี้เรารู้หรือยังว่าชีวิตเราต้องการอะไร เราต้องการเป็นเช่นไรในวันข้างหน้า เราอยากมีชีวิตที่ดีระยะยาว หรือเราอยากมีความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราวกับสิ่งของที่ใช้แล้วหมดไปตามกระแสนิยมมาแล้วก็ไป
หากคิดได้แล้วจงเดินหน้าไปตามเป้าหมายชีวิตของตัวเอง แล้วคุณจะรู้จักวางเส้นทางบริหารการเงินเพื่อไปถึงเส้นชัยที่ต้องการ







