posttoday
Model ‘3 สร้าง’ เพื่อแก้จนและขจัดเหลื่อมล้ำ

Model ‘3 สร้าง’ เพื่อแก้จนและขจัดเหลื่อมล้ำ

24 ธันวาคม 2560

ชาติชาย พยุหนาวีชัยการขจัดความยากจนเป็นวาระสำคัญของโลกมานานแล้ว ผู้นำของแต่ประเทศต่างเห็นพ้องที่จะขจัดความยากจนและความหิวโหยให้หมดสิ้น

ชาติชาย พยุหนาวีชัย

การขจัดความยากจนเป็นวาระสำคัญของโลกมานานแล้ว ผู้นำของแต่ประเทศต่างเห็นพ้องที่จะขจัดความยากจนและความหิวโหยให้หมดสิ้น

เป็นที่น่าดีใจที่มีข้อมูลจากเวิลด์แบงก์และยูเอ็นดีพียืนยันตรงกันว่า ระดับความยากจนของโลกดีขึ้น ตามมูลค่าทางเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เกือบทุกภูมิภาคของโลกมีสัดส่วนความยากจนลดลง (ยกเว้นภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศที่มีสงคราม ระดับความยากจนก็จะเพิ่มสูงตาม) กล่าวคือมีจำนวนคนจนที่มีชีวิตต่ำกว่าเส้นความยากจนสากล (International Poverty Line = 1.9 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/วัน) ลดลง

ปัญหาที่พบ คือ แม้ตัวเลขความยากจนทั่วโลกลดลง แต่ความยากจนยังคงมีอยู่และบั่นทอนดุลยภาพโลก เผยให้เห็นความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนมากขึ้น นั่นหมายถึงช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนของประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น

มีข้อมูลที่น่าตกใจว่า กลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งที่สุดในโลกจำนวนแค่ 1% ได้ถือครองความมั่งคั่งของโลกไปกว่า 50% ท่ามกลางทรัพยากรในโลกที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นโจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร

หากมองในประเทศเราเอง จากอดีตถึงปัจจุบัน เราได้เห็นกฎกติกาที่รัฐใช้เป็นเครื่องมือควบคุมและสร้างความเป็นธรรมของการดำรงชีพให้เกิดขึ้นมากมาย ที่ใกล้ๆ ตัวเราก็คือระบบภาษี ระบบหลักบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า และที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนเมื่อปีที่แล้วก็คือระบบสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศของเราที่มีระบบนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างกลุ่มรวยที่สุดและกลุ่มคนจนที่สุด ซึ่งสูงถึง 34.9 เท่า ในปี 2556 โดยมุ่งเป้าที่การช่วยเหลือประชาชนที่มีชีวิตต่ำกว่าเส้นความยากจน (เส้นความยากจนของไทย คือ 2,667 บาท/คน/เดือน)

ด้วยความจริงจังที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไป คำว่า "เศรษฐกิจฐานราก" จึงมีการหยิบมาพูดบ่อยครั้ง เป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก คือ ทำให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร การประกอบอาชีพ และบริการทางสังคมที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยมีกลไกภาครัฐสนับสนุน

อาทิ ในภาคการเงินการธนาคาร รัฐบาลได้อาศัยความร่วมมือของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สร้างเสริมความเข้มแข็งทางการเงินให้แก่ประชาชนฐานรากมาตลอด โดยที่ผ่านมาธนาคารออมสินถือเป็นหัวหอกในการทำงานเพื่อขจัดความยากจนมาตั้งแต่โครงการธนาคารประชาชน เมื่อปี 2544 จนถึงปัจจุบัน และได้พัฒนารูปแบบความช่วยเหลือให้เหมาะสมตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ล่าสุด ได้ประกาศยุทธศาสตร์ 3 สร้าง เพื่อให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน เพิ่มคุณภาพชีวิตและความสุขให้กับประชาชน โดยตั้งเป้าหมายว่า ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐที่ลงทะเบียนกับธนาคารออมสิน 1 ล้านคน (มีจำนวนคนลงทะเบียนกับธนาคารออมสินประมาณ 3 ล้านคน) จะต้องหลุดพ้นจากความยากจนภายในปี 2563 โดยธนาคารออมสินจะทำ 3 สร้าง คือ 1.สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนเหล่านี้ผ่านโครงการมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อฝึกอบรมเสริมศักยภาพทางอาชีพ โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในทุกภูมิภาค และ "ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น" เข้ามาช่วย รวมทั้งเร่งอบรมยกระดับผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ให้เข้มแข็ง

2.สร้างตลาด หมายถึงธนาคารออมสินจะเปิดช่องทางการตลาด เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสขายสินค้าและบริการผ่านตลาดประชารัฐสีชมพู ร้านค้าประชารัฐ และออมสิน e-Market Place ซึ่งครอบคลุมช่องทางการจำหน่ายสินค้า ทั้ง Online และ Offline 3.สร้างประวัติทางการเงินให้คนเหล่านี้ โดยส่งเสริมการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด เพื่อนำไปสู่การออมโดยอัตโนมัติ อันจะเป็นฐานนำไปสู่การขอสินเชื่อประเภทต่างๆ กับธนาคาร ทั้งสินเชื่อกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น แท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊กสามล้อ รถสองแถว วินมอเตอร์ไซค์ รวมทั้ง สินเชื่อผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ สินเชื่อสตรีทฟู้ด สินเชื่อแฟรนไชส์ สินเชื่อโฮมสเตย์ เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ 3 สร้าง จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและความสุขให้กับประชาชนได้ตามเป้าหมายภายในปี 2563 หรือไม่ เป็นคำตอบที่อาจต้องรอการพิสูจน์ แต่อย่างน้อยนี่ก็คือการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมของภาคการธนาคาร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชาชน

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี