
แบงก์จุกมาตรฐานบัญชีใหม่
กรุงไทยรับปีหน้าท้าทาย สำรองเพิ่มตามมาตรฐานบัญชีใหม่ ย้ำมั่นใจมีกำไรเหมาะสมสูงสุด ท่ามกลางความท้าทายจากเกณฑ์กำกับเพิ่มขึ้น
กรุงไทยรับปีหน้าท้าทาย สำรองเพิ่มตามมาตรฐานบัญชีใหม่ ย้ำมั่นใจมีกำไรเหมาะสมสูงสุด ท่ามกลางความท้าทายจากเกณฑ์กำกับเพิ่มขึ้น
นายผยง ศรีวณิช กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีแรงกดดันเพิ่มขึ้นที่อาจกระทบกับความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ใหม่ที่ธนาคารพาณิชย์ไทยต้องปฏิบัติตาม เช่น มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ที่ปรับเกณฑ์การตั้งสำรองแบบตามโอกาสและความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งไม่ใช่ตั้งสำรองเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ธนาคารต้องเตรียม ทยอยสำรองเพิ่มในปี 2561 ก่อนที่เกณฑ์จะบังคับใช้ในปี 2562 นอกจากนี้ในปีถัดไปยังมีการเพิ่มเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามหลักเกณฑ์บาเซล 3 และธนาคารที่มีนัยความเสี่ยงต่อระบบ อีกด้วย
สำหรับธนาคารกรุงไทยไม่ต้องการเป็นธนาคารที่มีตัวเลขกำไรสูงที่สุด (Maximise Profit) แต่ต้องการเป็นธนาคารที่สร้างกำไรสูงสุดภายใต้ความเหมาะสม (Optimal Profit) โดยเป้าหมายคือการให้คนทุกระดับเข้าถึงบริการทางการเงินได้เป็นหลัก ซึ่งหากได้ตามเป้าหมายแม้กำไรลดลงก็จะทำ
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมีอัตราสำรองต่อหนี้เสียอยู่ที่ 110% มีเสถียรภาพขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว แต่แนวโน้มก็ต้องเพิ่มสำรองขึ้นตามมาตรฐานบัญชีใหม่ ขณะที่เอ็นพีแอลในปีหน้าจะพยายามลดลงให้ต่ำกว่า 4.5-4.6% จากปัจจุบันและยัง อยู่ที่ประมาณการไม่เกิน 9.8 หมื่นล้านบาท
นายผยง กล่าวว่า การที่เอ็นพีแอลในปีนี้ที่กระโดดขึ้นมา 9.8 หมื่นล้านบาท มาจาก 3 ส่วน คือ เอ็นพีแอลของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ 1.2 หมื่นล้านบาท และเอ็นพีแอลจากกลุ่มโรงสีข้าวและมัน รวมเอ็นพีแอลใหม่ที่เกิดขึ้นมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารตั้งสำรองหนี้เสียหมดทั้ง 100% ไปแล้ว ทำให้การตั้งสำรองไตรมาส 4 จะน้อยลงกว่าไตรมาส 3
"ธนาคารต้องกลับมาทบทวนกระบวนการปล่อยสินเชื่อ ปิดช่องโหว่ความผิดพลาดจากระบบและคน รวมทั้งพยายามปล่อยสินเชื่อไม่ให้กระจุกตัว ปรับนโยบายความเสี่ยงลูกค้า ไม่แยกเป็นอุตสาหกรรม แต่ดูเป็นรายๆ เช่น กลุ่มข้าวจะแบ่งความเสี่ยงตามสี สีแดงเสี่ยงมาก สีเขียวเป็นลูกค้าดี ถึงแม้ลูกค้ารายสีเขียวนั้นวงเงินเต็ม แต่ธนาคารพร้อมปล่อยกู้ เป็นการแยกกลุ่มลูกหนี้เพื่อการปล่อยสินเชื่อให้ถูกฝาถูกตัว" นายผยง กล่าว
สำหรับสินเชื่อปี 2561 ตั้งเป้าเติบโต 6-7% ภายใต้จีดีพี 4% โดยจะมาจากสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายใหญ่ในโครงการภาครัฐที่เป็นจุดแข็งของธนาคาร โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอี ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งจะขยายฐานลูกค้าในต่างจังหวัด เน้นภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านกลยุทธ์นำเสนอผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละราย พร้อมทั้งสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐทุกอย่าง ทั้งลดดอกเบี้ยและการค้ำประกันสินเชื่อผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ตั้งเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นสุทธิ 5 หมื่นล้านบาท จากยอดคงค้างเอสเอ็มอี 2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อรายใหญ่ในปี 2561 คาดว่าจะเติบโตจากโครงการภาครัฐเป็นหลักและจะต่อยอดสนับสนุนทางการเงินไปยังห่วงโซ่ธุรกิจ (ซัพพลายเชน) ของลูกค้ารายใหญ่ ธุรกิจก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง (ซับคอนแทรกต์) แบบครบวงจร ล่าสุดได้รับนโยบายปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยสนับสนุนกลุ่มยางพารา โดยรัฐจะชดเชยดอกเบี้ยให้ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียด







