
ความเสี่ยงจ่อปีจอ 2018
นันทิยา วรเพชรายุทธดูเหมือนว่านับตั้งแต่เกิดการพลิกล็อกครั้งประวัติศาสตร์กับผลการลงประชามติเบร็กซิต เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่ผ่านมา อะไรๆ หลายอย่างก็ดูจะพลิกล็อกได้เหมือนกันหมดทั้งนั้น ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีเดียวกัน มาจนถึงปี 2017 นี้ ที่หลายคนคาดว่าจะเป็นปีที่เลวร้าย เพราะสองปัจจัยหลักๆ ข้างต้น
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ดูเหมือนว่านับตั้งแต่เกิดการพลิกล็อกครั้งประวัติศาสตร์กับผลการลงประชามติเบร็กซิต เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่ผ่านมา อะไรๆ หลายอย่างก็ดูจะพลิกล็อกได้เหมือนกันหมดทั้งนั้น ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีเดียวกัน มาจนถึงปี 2017 นี้ ที่หลายคนคาดว่าจะเป็นปีที่เลวร้าย เพราะสองปัจจัยหลักๆ ข้างต้น
แต่จนถึงปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าปีนี้ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่คาดไว้ ตรงกันข้ามกลับเป็นปีที่ดีของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 20% นำโดยดัชนีดาวโจนส์ที่ปิดตลาดสูงสุดด้วยสถิติใหม่ไปมากกว่า 30 ครั้ง ส่วนในบ้านเราและอีกหลายประเทศตลาดหุ้นก็ทำสถิติสูงสุดไปในปีนี้เช่นกัน
ส่วนประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ออกแนวพูดมากกว่า ที่ทำได้จริง โดยในปีนี้สามารถผลักดันเรื่องเศรษฐกิจใหญ่ๆ ได้เพียงเรื่องเดียวกับกฎหมายปฏิรูปภาษี ส่วนคำขู่ต่างๆ ตั้งแต่การจัดการกับจีน การสร้างกำแพงกั้นเม็กซิโก และการใช้นโยบายปกป้องการค้าแบบสุดโต่งก็ยังไม่เกิดขึ้นจริงหรือเลวร้ายมากอย่างที่กลัวกัน
ในปีนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าทิศทางโลกจะดีมากกว่าร้าย เพราะโมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จะต่อเนื่องยาวไปจนถึงปี 2018 ยิ่งได้กฎหมายภาษีใหม่ของสหรัฐ ก็คาดว่าจะยิ่งกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคมากขึ้น ซึ่งในฝั่งสหรัฐเองมีรายงานการออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้นแล้ว หลังจากที่ความเชื่อมั่น ผู้บริโภคฟื้นตัวดีสุดในรอบ 17 ปี เช่นเดียวกับการว่างงานที่สุดตั้งแต่ปี 2000 เช่นกัน
แต่ถึงกระนั้นความเสี่ยงในปีจอ ที่จะถึงนี้ก็ยังมีมากอยู่ บางสำนักวิเคราะห์อาจให้ไว้คร่าวๆ สัก 10 ข้อ ขณะที่บางสำนักอาจแจงละเอียดยิบ เช่น ดอยช์แบงก์ ที่ให้ความเสี่ยงน่าจับตาของปีนี้มาถึง 30 ข้อด้วยกัน
ความเสี่ยงหลักๆ ที่ต้องระวังก็คือ ทิศทางนโยบายการเงินโลกตึงตัวขึ้น ซึ่งดอยช์แบงก์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐอาจโตเร็วเกินตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีหน้า จนกดดันธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจเริ่มเผยแผนทางออกจากคิวอีในไตรมาส 2 เช่นกัน และผู้ว่าการธนาคารกลาง ญี่ปุ่น (บีโอเจ) คนใหม่ ซึ่งจะมาแทนที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ก็อาจเผยแผนออกจากคิวอีภายในไตรมาสเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้อาจกระทบต่อบอนด์และสินทรัพย์ทั่วโลกตามมา
ฟองสบู่บิตคอยน์ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่ดอยช์แบงก์ ระบุว่ามีความเสี่ยงที่จะเปิดภาวะฟองสบู่แตกได้ในปีนี้ ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก และยังไม่ทันก้าวข้ามปีใหม่ราคาบิตคอยน์ก็ผันผวนหนักจนดิ่งลงไปแล้วเกือบ 40% จากราคาสูงสุดที่ราว 1.95 หมื่น ดอลลาร์สหรัฐ/บิตคอยน์จนนักวิเคราะห์ เกรงว่าจะลามไปถึงเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ ตามมา
ความเสี่ยงอื่นๆ ก็ยังรวมถึง เบร็กซิตที่ยังต้องจับตามอง เพราะมีเส้นตายค้ำคออยู่ที่สิ้นเดือน มี.ค. 2018 แม้ฝั่งยุโรปจะขยายเส้นตายของ เส้นตายอีกที หรือระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านไปเป็นสิ้นปี 2020 ก็ตาม นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในแคนาดาถึงออสเตรเลีย ไปจนถึงความเสี่ยงทางการเมือง เช่น การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เกาหลีเหนือ คดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐ การเลือกตั้งอังกฤษ และการเลือกตั้งรัสเซีย
นอกเหนือจากคำเตือนยาวเหยียดของดอยช์แบงก์แล้ว เราอาจยังต้องจับตาความเสี่ยงเรื่องภัยก่อการร้าย ที่เป็นผลพวงมาจากการรับรอง เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และความเสี่ยงเรื่องการปกป้องทางการค้าที่อาจกลับมาร้อนแรงได้อีกครั้งในปีหน้าด้วย
แต่ปี 2017 เองยังพลิกผันมา แล้ว ก็ได้แต่หวังว่าปีจอ 2018 ที่จะถึงนี้จะเป็นอีกหนึ่งปีดีๆ ที่ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นจริง หรือเสียหายกันน้อยที่สุดค่ะ







