
เงินที่ไม่ใช่เงิน
ดร.อัธกฤตย์ เทพมงคลคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]เซอร์ไพรส์กันถ้วนหน้าสำหรับสภาพอากาศช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เย็นอย่างกับเดินอยู่ย่านอิตาลีตอนใต้สร้างความยินดีปรีดาให้ชาวกรุงเทพฯ อย่างถ้วนหน้า (แหงล่ะ นานๆ จะได้มีโอกาสหยิบเสื้อกันหนาวสักครั้ง)ลานเบียร์ชื่อดังต่างๆ เรียกกันว่าได้รับความนิยมสูงจนล้นทะลักกันเลยทีเดียว
ดร.อัธกฤตย์ เทพมงคลคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]
เซอร์ไพรส์กันถ้วนหน้าสำหรับสภาพอากาศช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เย็นอย่างกับเดินอยู่ย่านอิตาลีตอนใต้สร้างความยินดีปรีดาให้ชาวกรุงเทพฯ อย่างถ้วนหน้า (แหงล่ะ นานๆ จะได้มีโอกาสหยิบเสื้อกันหนาวสักครั้ง)ลานเบียร์ชื่อดังต่างๆ เรียกกันว่าได้รับความนิยมสูงจนล้นทะลักกันเลยทีเดียว
แต่ในแง่ของแวดวงเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานี้ ไม่น่าจะมีอะไรเซอร์ไพรส์เกินไปกว่าปรากฏการณ์บิตคอยน์ที่มูลค่าของมันพุ่งขึ้นไปแตะเกิน 4.5 แสนบาทต่อ 1 บิตคอยน์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 23 เท่าตัวภายในเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์ เรียกว่าใครถือบิตคอยน์เอาไว้นี่รวยไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว
ทั้งๆ ที่บิตคอยน์ก็มีมากว่า 8 ปีแล้ว ไม่เห็นชาวบ้านจะสนใจสักเท่าไร พอปีนี้ราคาพุ่งแรงแซงทุกโค้งเท่านั้นแหละ คนสนใจกันทั้งโลก ในประเทศไทยก็มี คนตั้งตัวเป็นกูรูให้ความรู้และชวนลงทุนในบิตคอยน์ผุดตัวขึ้นเกลื่อนทั่ว สื่อออนไลน์ จนร้อนถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ ต้องออกมาเตือนให้คนไทยระวังว่า บิตคอยน์ไม่ใช่เงิน และไม่ได้รับการรับรองจากธนาคารกลาง
อ้าว...แล้วที่ในหลายประเทศคนใช้บิตคอยน์ในการซื้อของได้ล่ะ ถ้าบิตคอยน์ ไม่ใช่เงินแล้วจะคืออะไร? คือต้องอธิบายอย่างนี้ครับ ที่ท่านผู้ว่าการให้ข้อมูลอย่างนั้น เนื่องด้วยกฎหมายไทยไม่ได้ระบุให้อะไรที่มีลักษณะตัวเลขในคอมพิวเตอร์ จับต้องอะไรไม่ได้อย่าง บิตคอยน์เป็นเงิน ดังนั้นเราจึงไม่สามารถเรียกมันเป็นเงินได้อย่างเป็นทางการ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ บิตคอยน์คือเงินอย่างไม่ต้องสงสัย
ในทางเศรษฐศาสตร์ เงินคืออะไรก็ได้ครับ ที่มีคุณสมบัติ 3 ประการ ด้วยกัน ได้แก่ ใช้แลกเปลี่ยนได้ ใช้เก็บมูลค่าได้ และใช้วัดมูลค่าได้ การจะมีคุณสมบัติ 3 ข้อนี้ได้ สิ่งสำคัญคือ การยอมรับร่วมกันของคนในสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ว่าสินทรัพย์นั้นๆ เป็นเงิน มันก็เป็นเงินแล้ว พูดให้ง่ายก็คือ ไม่ว่าคนซื้อของ คนขายของ คนออมเงิน ทั้งวันนี้และวันหน้า จะต้องเชื่อว่าเงินมีค่านั่นเอง
การจะเป็นเงินได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหรือขนาด ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ สิ่งของหลายอย่างเคยเป็นเงินมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ เปลือกหอย หรือบุหรี่ แต่ที่ผู้เขียนรู้สึกว่า น่าทึ่งมากคือเงินหินยักษ์สกุลไร (Rai Stone Money) ที่ใช้กันในเกาะเล็กๆ ที่เรียกว่า แยป (Yap Island) ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก โดยเงินนี้เป็นก้อนหินทรงโดนัท ขนาดใหญ่ ขนาดของเงินหินนี้ใหญ่โตขนาดที่หนักเป็นตันๆ เลยทีเดียว ไม่สามารถเคลื่อนย้ายที่ได้ ได้แต่ถูกวางกระจัดกระจายไปทั่วเกาะ
ใหญ่ก็ใหญ่ หนักก็หนัก เคลื่อนย้ายก็ไม่ได้ แล้วจะมีคุณสมบัติ 3 อย่างของการเป็นเงินได้อย่างไรกัน? คำตอบคือได้ครับ และยังคงใช้กันเป็นเงินจนถึงปัจจุบันด้วย อย่างที่ได้กล่าวไปว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ ของการเป็นเงินคือ การยอมรับร่วมกันของคนในเกาะแยป คนในเกาะแยปใช้การจดจำความเป็นเจ้าของของเงินหินแต่ละอันบนเกาะในการทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนของกัน ไม่ต้อง มีการเคลื่อนย้ายเงินหินนี้แต่อย่างใด และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แม้แต่การมีตัวตนของหินยักษ์นี้ก็อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญของการเป็นเงิน เนื่องจากว่าครั้งหนึ่งเคยมีอุบัติเหตุในการขนส่งหินยักษ์ข้ามเกาะ ทำให้หินยักษ์ก้อนหนึ่งได้จมไปก้นมหาสมุทร แม้ว่าไม่มีใครได้เห็นหินยักษ์ก้อนนี้อีก แต่คนในเกาะแยปใช้การจดจำร่วมกัน แล้วตกลงว่า ที่ก้นมหาสมุทรตรงนั้นยังมีหินยักษ์ก้อนนั้นอยู่ แล้วยังใช้การจดจำการเปลี่ยนความเป็นเจ้าของของหินก้อนนี้ ทำการซื้อขายของจนถึงปัจจุบัน
เรื่องของเงินหินของเกาะแยปนี้ เป็นกรณีตัวอย่างที่ใช้อธิบายบิตคอยน์ได้เป็นอย่างดี บิตคอยน์เป็นเหมือนบัญชีตัวเลขในโลกออนไลน์ที่ทำหน้าที่เหมือนเงินทุกประการ โดยบิตคอยน์ใช้ระบบปฏิบัติการแบบใหม่ที่เรียกว่าบล็อกเชน (Block Chain) ซึ่งเป็นระบบที่มหัศจรรย์มาก และจะเปลี่ยนโลกที่เรารู้จักในไม่ช้า เพราะระบบนี้เป็นระบบการยืนยันตัวตนแบบกระจายตัวไร้ตัวกลาง ทำให้มีความปลอดภัยสูง และลดค่าธรรมเนียมตัวกลางลงไปได้
ถึงตอนนี้ผู้อ่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องบิตคอยน์คงจะเริ่มขมวดคิ้วกันแล้ว คลายคิ้วออกก่อนนะครับ คืออย่างนี้ ครับ มันก็เหมือนกับเงินหินในเกาะแยปแหละครับ คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีการซื้อขายสินค้าผ่านบิตคอยน์ ระบบจะกระจายธุรกรรมการซื้อขายของเรานี้ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เหมือนที่ชาวเกาะแยปป่าวประกาศการถ่ายโอนความเป็นเจ้าของเงินหินให้คนทั้งเกาะรับรู้โดย ทั่วกัน เพียงแต่การป่าวประกาศในระบบบล็อกเชนจะส่งประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมดของคนคนนั้น ผ่านระบบออนไลน์ไปตามคอมพิวเตอร์ต่างๆ ทั่วโลก เมื่อทุกคนเห็นและยืนยันยอมรับโดยทั่วกันแล้ว ธุรกรรมโดยใช้บิตคอยน์จึงมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องใช้ตัวกลางอย่างธนาคารมาคอยยืนยันว่า คนซื้อมีตัวตนจริงและมีเงินในบัญชีนี้จริงแต่อย่างใด เมื่อคนยอมรับและรับรู้ธุรกรรมนี้โดยทั่วกันแล้ว บิตคอยน์ก็ทำหน้าที่ของเงินได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ ไม่จำเป็นต้องมีตัวตนให้คนสามารถจับต้องได้ เหมือนหินยักษ์ก้อนนั้นที่ได้จมน้ำไปแล้วนั่นแหละครับ
บิตคอยน์เป็นเงินแน่นอนในทางเศรษฐศาสตร์ เป็นสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนและถือครองได้ แต่ระวังให้ดีนะครับ เงินคืออะไรก็ได้ที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน ในทางกลับกัน ถ้าเกิดการยอมรับร่วมกันนั้นอยู่ๆ มันหายไป เงินนั้นก็คือฟองสบู่ที่พร้อมแตกลงมาสู่พื้นแล้วทำให้ผู้ถือครองหมดตัวเมื่อไหร่ก็ได้ ระวังนะครับ เพราะถ้าเกิดคุณผู้อ่านเกิดเป็นผู้โชคร้ายคนนั้น คุณจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้เลย เพราะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็บอกแล้วว่าบิตคอยน์มันไม่ใช่เงิน







