
กิจการภายในพรรคการเมือง
เราได้พูดคุยกันถึงเรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมืองอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่ความจำเป็นหรือความเหมาะสมที่จะมีพรรคการเมือง
เราได้พูดคุยกันถึงเรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมืองอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่ความจำเป็นหรือความเหมาะสมที่จะมีพรรคการเมือง หรือไม่ควรจะมีผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองกับผู้สมัครอิสระแตกต่างกันอย่างไร ระบบการเลือกตั้งมีนัยสำคัญอย่างไรต่อพรรคการเมือง และเรื่องอื่นๆ อีกจิปาถะ แต่ก่อนที่พรรคการเมืองจะเป็นพรรคการเมืองขึ้นมาได้ และกว่าที่จะสามารถดำเนินการต่างๆ จนกระทั่งเช้าสู่สนามการเลือกตั้งได้นั้น จะต้องมีการจัดการความเป็นพรรคการเมือง นับตั้งแต่ที่บรรดาผู้ก่อการ หรือผู้ริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองจะต้องไปขอจดแจ้ง หรือดำเนินการเพื่อให้การจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอีกมากมายหลายเรื่อง
ในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่พรรคการเมืองจะต้องดำเนินการนั้น บางเรื่องอาจจะไม่ได้ใช้เวลาอะไรมากมายนัก แต่บางเรื่องอาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ดังนั้นเราจึงได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่เวลาต่างๆ ค่อนข้างงวดเข้ามา ที่บรรดาผู้ที่ประสงค์จะดำเนินการให้มีพรรคการเมืองทั้งหลายได้เสนอให้มีการเปิดให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งผู้บริหารราชการแผ่นดินก็ฟังดูเหมือนจะตอบรับได้ในระดับหนึ่ง คือ ระดับที่ให้มีการดำเนินการเกี่ยวกับกิจการภายในพรรคการเมือง จากนั้นเรื่องอื่นๆ ที่เป็นการยกระดับเข้าสู่ความเกี่ยวข้องระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชาชนทั่วไปมากขึ้นก็ค่อยมาว่ากัน
เมื่อมีเสียงขานรับเรื่องกิจการภายในพรรคการเมือง เราก็คงจะต้องมาดูกันว่ากิจการที่ว่าเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และเริ่มจากอะไร ซึ่งหากพิจารณาทางปฏิบัติควบคู่ไปกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 สิ่งแรกที่เป็นกิจการภายในพรรคการเมือง เริ่มด้วยบรรดาบุคคลซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.จำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน อาจจะยื่นคำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนไว้ก่อน แล้วรวบรวมผู้จัดตั้งพรรคการเมืองให้ได้ครบ 500 คน เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองภายใน 180 วัน นับแต่วันที่นายทะเบียนรับแจ้งนั้น หรือถ้าหาคนได้ บุคคลที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจำนวน 500 คน จะร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองเลยก็ได้
ในการดำเนินการเพื่อจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น บรรดาผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 5 หมื่นบาท เพื่อรวมกันให้เป็นทุนประเดิม ซึ่งต้องมีไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งในบรรดาบุคคลเหล่านี้จะต้องมีการจัดการประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดชื่อ คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง นโยบาย และข้อบังคับของพรรคการเมือง จากนั้นก็ให้เลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นๆ เพื่อนำคำประกาศและนโยบายพรรคไปบอกต่อประชาชน หรือใช้ในการหาเสียง ส่วนข้อบังคับนั้นก็เพื่อที่จะใช้เป็นธรรมนูญในการบริหาร และจัดการพรรคกัน โดยมีบรรดาบุคคลที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค และตำแหน่งอื่นๆ ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการพรรคร่วมกันกับผู้คนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคต่อไปด้วย เพื่อให้สิ่งต่างๆ ที่ได้จัดวางเอาไว้นั้นเป็นผลในทางปฏิบัติต่อไป







