
อย่าลุแก่อำนาจ
ถ้าไม่มีเสียงท้วงติงจากสังคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ กรรมาธิการ (กมธ.)
ถ้าไม่มีเสียงท้วงติงจากสังคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ กรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากฎหมายก็อาจจะให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในประเด็นการให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดักฟังโทรศัพท์ได้ไปแล้ว ซึ่งจะนำมาสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ กลั่นแกล้ง ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนได้
องค์กรใดก็ตามที่มีอำนาจให้คุณให้โทษ ชี้ถูกชี้ผิด ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ป.ป.ช. จำเป็นต้องใช้อำนาจตัวเองอย่างระมัดระวัง สุจริตและเป็นธรรม เราเห็นบทเรียนที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา ดีเอสไอหรือตำรวจ เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้วก็ไปรับใช้อีกฝ่าย และใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งคู่แข่งทางการเมือง นำมาสู่การคอร์รัปชั่นในอำนาจ ไม่มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำล้มเหลว
ดังนั้น การออกแบบกฎหมายใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อจัดระเบียบองค์กรอิสระตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความยุติธรรม หาใช่การซุกซ่อนอาวุธร้ายไว้ให้พรรคพวกตัวเองใช้ฟาดฟันคู่ต่อสู้ทางการเมือง อาศัยความได้เปรียบที่กลุ่มตน พวกตนเป็นผู้ออกกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องดีที่กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ ยอมถอย ตัดประเด็นให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดักฟังโทรศัพท์และดูอีเมล ค้นข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่ปรากฏในมาตรา 37/1 ออก หลังจากถูกวิจารณ์หนักหน่วง ที่สำคัญคือ เป็นการเขียนกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจและผลประโยชน์ให้ตนเอง เพราะ กมธ.เสียงข้างมากที่ลงมติให้เพิ่มมาตรานี้มาจาก กรรมการ ป.ป.ช.ด้วย
การถอยครั้งนี้ แม้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธาน กมธ. จะอ้างต่อที่ประชุม สนช. ว่า ไม่ต้องการให้สภาเสียเวลากับปัญหานี้ และยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม รวมถึงคำชี้แจงแก้ต่างของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ในฐานะตัวแทนกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยืนยันในที่ประชุม สนช. ว่า ป.ป.ช.ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพียงแต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับ ป.ป.ช.นั้น ก็น่าพิจารณาใคร่ครวญว่าจริงหรือไม่ เนื่องจาก ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันถูกมองว่าเอนเอียงไปทางรัฐบาล คสช.
หากย้อนดูคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ถูกสังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงาน โดยเฉพาะการไม่ยอมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในคดีสลายการชุมนุมพันธมิตร 7 ต.ค. 2551 เพราะต้องการช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท ที่อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์กับประธาน ป.ป.ช. หรือไม่ หรือท่าที ป.ป.ช.จากการให้สัมภาษณ์ที่ดูเหมือนปกป้องในการรับตรวจสอบคดีนาฬิกาแบรนด์หรู ริชาร์ด มิลล์ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี
บทบาทของ ป.ป.ช.ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลและความพยายามเพิ่มอำนาจตัวเอง ใช่หรือไม่ที่ผู้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต้องการชงให้ ป.ป.ช.ชุดนี้อยู่ลากยาว 9 ปี ไม่ต้องเซตซีโร่เหมือนองค์กรอิสระอื่น ยังไม่สายที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องพิสูจน์การทำงานให้เป็นกลาง เป็นธรรม ไม่ถูกแทรกแซงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม มิฉะนั้นจะไม่ต่างจากคำพูดที่ว่า “ทีใครทีมัน” นำมาสู่วิกฤตทางการเมืองและขยายเป็นปัญหาระดับชาติอีกครั้ง







