
เกาะติดพลังงานปี’61
ดวงนภา ประเสริฐพงษ์ ทิศทางในการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าในอนาคตนับวันจะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่มีบทบาทต่อภาคพลังงานมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การปรับตัว และเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยกันอนุรักษ์พลังงานเพื่ออนาคต
ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
ทิศทางในการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าในอนาคตนับวันจะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่มีบทบาทต่อภาคพลังงานมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การปรับตัว และเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยกันอนุรักษ์พลังงานเพื่ออนาคต
ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สำหรับการใช้พลังงานขั้นต้นปี 2561 ที่เพิ่มขึ้นนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท ยกเว้นก๊าซธรรมชาติ ที่คาดว่าจะมี การใช้ลดลง โดยการใช้พลังงาน ทดแทนจะเพิ่มขึ้นมากที่สุด 7.1% เมื่อเทียบกับปี 2560 เป็นผลมาจากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของภาครัฐ การใช้น้ำมันเพิ่ม 2.2% จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันที่คาดว่ายังคงอยู่ในระดับต่ำ ลิกไนต์และถ่านหินนำเข้าเพิ่ม 1.2% โดยเฉพาะการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม การใช้ไฟฟ้านำเข้าเพิ่ม 0.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง เนื่องจากฐานการนำเข้าจาก สปป.ลาว ที่สูงในปี 2560 ส่วนก๊าซธรรมชาติลดลง 1.2% จากการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าและการใช้ในภาคขนส่ง (เอ็นจีวี) ที่ลดลง
การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูปปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท โดยการใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์คาดว่าเพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบปี 2560 ที่มีการใช้อยู่ 31.2 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายปลีกในประเทศที่คาดว่ายังอยู่ระดับต่ำ และผู้ใช้รถที่เติมแอลพีจีหันมาใช้น้ำมันแทนอย่างต่อเนื่อง ดีเซลเพิ่ม 2.7% จากปัจจุบันที่มีการใช้ 65.5 ล้านลิตร/วัน น้ำมันเครื่องบินเพิ่ม 4.3% จากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ น้ำมันเตาลดลง 6.7% จากปัจจุบันที่มีการใช้ 5.4 ล้านลิตร/วัน
ทั้งนี้ ภาพรวมการใช้แอลพีจี โพรเพน และบิวเทน ในปี 2561 คาดว่าจะมีการใช้เพิ่มขึ้น 5% โดยการใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น 5.7% ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2.5% เป็นไปตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการใช้ในรถยนต์คาดว่าจะลดลง 10.9% ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จากการที่ผู้ใช้บางส่วนเปลี่ยนไปใช้น้ำมันซึ่งมีราคาถูกแทน ส่วนการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะเพิ่มขึ้น 17.8% ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีขึ้น
ขณะที่การใช้ไฟฟ้าปี 2561 คาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 1.92 แสนล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 4.1% ตามภาวะเศรษฐกิจที่จะปรับตัวดีขึ้น ทั้งในส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความต้องการใช้ไฟสูงสุด (พีก) ของประเทศคาดว่าจะอยู่ระดับ 3.42 หมื่นเมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 0.3% ส่วนพีกในระบบ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) คาดว่าจะอยู่ระดับ 3.07 หมื่นเมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 1.3% ในระบบคาดว่าจะอยู่ระดับ 2.94 หมื่นเมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 3.2%
"สำหรับปี 2560 เฉลี่ยแล้วพีก ของ 3 การไฟฟ้าและพีกในระบบ กฟผ.จะต่ำกว่าพีกของประเทศที่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะฐานของปี 2559 นั้นสูงมากจากอากาศที่ร้อน จัด ดังนั้นในปี 2560 เทียบกับ 2561 ก็จะกลับมาสูงเป็นปกติอีกครั้ง" ทวารัฐ กล่าว
ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกภาพรวมของปี 2561 ประเมินว่าหากราคาน้ำมันดิบไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเฉลี่ยจะอยู่ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาขายปลีกน้ำมันก็จะใกล้เคียงกับปีนี้หรือขยับขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่คาดว่าจะอยู่ระดับ 25-27 บาท/ลิตร ที่เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ระดับ 23-26 บาทกว่า/ลิตร เช่นเดียวกับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่ปี 2560 เฉลี่ยลดลงจากปีก่อน 4 สตางค์/หน่วย และปี 2561 คาดว่าจะทรงตัวจากราคาก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ที่ย้อนหลังจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ไม่สูง ทำให้ราคาก๊าซ ไม่หวือหวาหรือหากขึ้นก็จะไม่มากนัก แต่ก็ต้องติดตามราคาน้ำมันดิบว่าจะสูงขึ้นหรือไม่ รวมถึงปัจจัยค่าเงินบาทด้วย
นอกจากนี้ สำหรับสรุปสถานการณ์พลังงานไทยปี 2560 พบว่าการใช้พลังงานขั้นต้นเติบโต 2.4% ซึ่งสอดคล้องกับจีดีพี โดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภททั้งการใช้น้ำมัน ไฟฟ้านำเข้า พลังงานทดแทน ยกเว้นก๊าซธรรมชาติลดลงเล็กน้อยจากเหตุแหล่งก๊าซหยุดซ่อมบำรุงช่วงต้นปีและกลางปี
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาปัจจัย เสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 ซึ่งอาจจะส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนรุนแรง ด้วย แม้ สนพ.จะประเมินว่าขณะนี้ยังไม่มีภาวะน่าเป็นห่วงระดับเมเจอร์ อีเวนต์ก็ตาม โดยปัจจัยหลักที่ประเมินจะกระทบราคาน้ำมันมีเพียงการประกาศลดกำลังการผลิตขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เท่านั้น แต่เชื่อว่าหากกลุ่มโอเปกลดกำลังการผลิตแล้ว สหรัฐจะผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลล์ออยล์) ออกมาสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นแน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับทรงตัวตามที่คาดการณ์ไว้







