
ผู้สูงวัยดันธุรกิจประกันโต
ที่ปรึกษาระดับโลกเผยนโยบายกระตุ้นประชาชนมีความคุ้มครองและวางแผนการเงิน รองรับเกษียณอายุ หนุนประกันภัยไทยเติบโต
ที่ปรึกษาระดับโลกเผยนโยบายกระตุ้นประชาชนมีความคุ้มครองและวางแผนการเงิน รองรับเกษียณอายุ หนุนประกันภัยไทยเติบโต
บริษัท อ๊อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ป (โอบีจี) บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก เปิดเผยผลการวิจัยว่า ตลาดประกันภัยไทยจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการมีความคุ้มครองความเสี่ยง และการวางแผนการเงินเพื่อรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ด้วยการออกกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเพิ่มอัตราการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต และการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้สูงขึ้น
ทั้งนี้ ได้อ้างอิงสถิติธนาคารโลกเผยแพร่เดือน เม.ย. 2559 ว่า ประชากรไทยที่มีอายุ 65 ปี ในปี 2583 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากปี 2553 ที่มีสัดส่วน 10% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วที่สุดในภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ตาม สวนทางกับวัยแรงงานที่จะลดลง 10% ในปี 2583 นั่นหมายความว่าจำนวนผู้เสียภาษีจะลดลงด้วย ส่งผลให้รายได้ของรัฐลดลง ทำให้งบประมาณที่จะนำมาดูแลประชากรวัยเกษียณลดลงตามไปด้วย ซึ่งตรงข้ามกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการดำรงสภาพชีวิตทางสังคมที่สูงขึ้น
สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลไทยคาดว่าต้องเตรียมไว้สำหรับการดูแลสวัสดิการให้กับประชากรวัยเกษียณผ่านกองทุนต่างๆ ในปี 2567 ประมาณ 6.98 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% จากปี 2559
โอบีจี ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอายุประชากรไทยเป็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจประกันภัย ทั้งประกันชีวิต และประกันวินาศภัย โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจประกันสุขภาพที่ยังมีขนาดเล็ก และยังไม่มีบริษัทใดที่เป็นผู้ครองตลาดอย่างชัดเจน
ยกตัวอย่าง บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต มีฐานลูกค้าที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปเพียง 5% ของฐานลูกค้าทั้งหมด แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันยังไม่มีบริษัทประกันภัยรายใดที่มีสินค้าเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุแบบใหม่ๆ ออกมา
ทั้งนี้ ในขณะเดียวกัน บริษัทประกันภัยยังเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดทุน เพราะต้องนำเบี้ยประกันภัยรับบางส่วนนำไปหาผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดทุนมีสภาพคล่องสูงขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐที่ได้ออกกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ (MPF) ในปี 2561 เป็นปีแรก โดยเริ่มจากบริษัทที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คน เพื่อส่งเสริมให้ประชากรมีเงินออมเพียงพอเพื่อใช้ยามเกษียณ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้แผนกองทุน สำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับที่ผ่านมาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบ 3% ของเงินเดือน และเพิ่มจนถึง 10% ของเงินเดือนภายใน ปีที่ 10 โดยกำหนดเพดานเงินเดือนสูงสุดที่ 6 หมื่นบาท/เดือน







