posttoday
ดันธนาคารไทยสู่ ‘แบงก์แชมเปี้ยน’

ดันธนาคารไทยสู่ ‘แบงก์แชมเปี้ยน’

20 ธันวาคม 2560

ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ สถาบันการเงินถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประกาศนโยบายสนับสนุนเต็มที่ที่จะผลักดันสถาบันการเงินไทยเป็น"แบงก์แชมเปี้ยน" หรือสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยควบรวมกิจการกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง

ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

สถาบันการเงินถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประกาศนโยบายสนับสนุนเต็มที่ที่จะผลักดันสถาบันการเงินไทยเป็น"แบงก์แชมเปี้ยน" หรือสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยควบรวมกิจการกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง

แม้ว่าการควบรวมแบงก์จะเป็นแนวคิดของ "อภิศักดิ์" แต่ก็มีการ สั่งการให้กระทรวงการคลังเตรียมออกมาตรการพิเศษทางภาษี เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยควบรวมกิจการให้เป็นธนาคารขนาดใหญ่ สำหรับต่อสู้และแข่งขันกับธนาคารจากต่างประเทศได้ ซึ่งมองว่าจะเป็นผลดีต่อการวางรากฐานทางการเงินของประเทศระยะยาว รวมถึงรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต และสามารถแข่งขันกับธนาคาร ต่างประเทศ

อภิศักดิ์ อธิบายเหตุผลที่ต้องการธนาคารพาณิชย์ของไทยควบรวมกัน เนื่องจากปัจจุบันธนาคารไทยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับธนาคารหลายแห่งในภูมิภาค ทำให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่งไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารได้ เพราะขนาดของบริษัทใหญ่กว่าธนาคารของไทย จนต้องไปขอสินเชื่อกับธนาคารต่างประเทศแทน แต่ถ้าธนาคารพาณิชย์ของไทยมีขนาดที่ใหญ่ มีสินทรัพย์เพียงพอต่อการรองรับ สินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ได้ การขอกู้ก็สามารถรองรับได้ และถือเป็นเรื่องที่ดี

สิ่งหนึ่งที่จะจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยควบรวมกันจะต้องให้สิทธิประโยชน์ ซึ่งจะเป็นมาตรการจูงใจให้ธนาคารของไทยมีการควบรวมกิจการนั้น โดยมีแนวคิดเบื้องต้นจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการควบรวมมา หักภาษีได้ โดยรัฐบาลจะชดเชยให้ เพื่อให้ธนาคารคิดว่าไม่มีต้นทุนในการควบรวมกิจการ

อภิศักดิ์ ยืนยันว่า แนวคิดควบรวมทำได้เฉพาะสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารที่อยู่ในประเทศเท่านั้น ไม่ได้เปิดทางให้ธนาคารต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการธนาคารของไทย เพราะเป็นแนวคิดเพื่อให้ธนาคารของไทยขยายฐานให้ใหญ่ออกไปแข่งขันกับธนาคารต่างชาติในภูมิภาคได้ รวมถึงรองรับการเติบโตของธุรกิจไทยอื่นๆ ที่วันนี้โตเร็วกว่าธนาคาร ตลอดจนรองรับต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

และมาตรการจูงใจทางภาษีเป็นเพียงส่วนหนึ่งให้คิดที่จะทำ หากธนาคารมีวิธีอื่นที่สามารถขยายฐานสินทรัพย์ให้ใหญ่ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่เห็นธนาคารใดที่มีแนวโน้มจะควบรวมหรือประสบปัญหาจนต้องควบรวม

"แนวคิดการสนับสนุนควบรวมแบงก์มีมากว่า 2 ปีแล้ว คิดเรื่องนี้มาตลอดว่าถ้าการที่ไทยต้องเข้าไปแข่งขันในเออีซี แล้วเราขนาดจะเล็กก็ ไม่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ที่ผ่านมาเราเลือกแย่งเค้กก้อนเดียวกัน แต่แบงก์ต่างชาติอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย เขาตั้งเป้าหมายเลยว่าในแต่ละปีจะออกไปแข่งขันกับต่างประเทศเท่าไรยังไง ถึงจะทำให้พอร์ตเขาใหญ่ขึ้น ซึ่งเราก็ต้องออกไปทำแบบนี้บ้าง แบงก์อื่นเมื่อ 10 ปีที่แล้วยังมีขนาดเล็กกว่าแบงก์ ของไทย แต่ตอนนี้บางแบงก์ใหญ่กว่าไทยมากถึง 2-3 เท่า ทำให้เชื่อว่าการสร้างแบงก์ไทยให้เป็นแชมเปี้ยนแบงก์น่าจะเป็นประโยชน์ แต่ในด้านนโยบายไม่ได้เป็นการไปบังคับ แต่จะมีสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจ ถ้าแบงก์ไหนคิดว่าพร้อม ก็ทำ" รมว.คลัง กล่าว

ในขณะเดียวกัน มุมมองของ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็พร้อมที่จะสนับสนุนแนวคิดกระทรวงการคลังที่จะควบรวมธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กว่า เป็นประโยชน์ในการช่วยขจัดอุปสรรคส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ควบรวมกิจการกัน เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของธนาคารเอง

ทั้งนี้ มองว่าปัจจุบันธนาคารในภูมิภาคมีขนาดใหญ่กว่าธนาคารของไทยมาก หากธุรกิจธนาคารไทยสามารถมีขนาดใหญ่ขึ้นมีการออกไปทำธุรกรรมในต่างประเทศมากขึ้นก็จะเป็นเรื่องที่ดี

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบสถาบันการเงินไทยมีความเข้มแข็งมีความมั่นคงทางการเงินระดับสูงอยู่แล้ว โดย ปัจจุบันเงินกองทุนขั้นที่ 1 (เทียร์ 1) ของ 19 ธนาคารที่จดทะเบียนในประเทศเฉลี่ย 15.26% มูลค่า 1.84 ล้านล้านบาท และหากรวมเทียร์ 2 แล้ว จะมีฐานเงินกองทุนอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 18.21%

ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ของไทยก็มีธนาคารต่างชาติถือหุ้นใหญ่ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก็มีธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (ญี่ปุ่น) เป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารทหารไทย ก็มีไอเอ็นจีแบงก์ (เนเธอร์แลนด์) ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารธนชาต ก็มี DBS Bank ถือหุ้นด้วย และธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) ก็มีธนาคาร CIMB Bank Berhard (มาเลเซีย) ถือหุ้นใหญ่ ส่วนธนาคารกรุงเทพและไทยพาณิชย์ ก็มีธนาคารต่างชาติ คือ State Street Bank Europe Limited และ The Bank of New York Mellon ถือหุ้นบ้างในสัดส่วน 1-2% และก็ยังถือว่ามีกลุ่ม ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีฐานะมั่นคงถือหุ้นอยู่

อีกวิธีหนึ่งที่จะยกระดับไทยไปสู่การเป็นธนาคารในระดับภูมิภาคนั้น การเปิดทีละสาขาคงจะไม่ทันกิน แต่ควรจะขยายด้วยการไป "เทกโอเวอร์" ธนาคารในต่างประเทศเพื่อจะขยายธุรกิจ

จากบทวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การแข่งขันของธนาคารไทยในระดับภูมิภาคนั้น ธนาคารไทยได้ออกไปทําธุรกิจในภูมิภาคพอสมควร แต่ขนาดและความลึกของ การทําธุรกิจยังเล็กและแคบกว่าธนาคารอาเซียนอื่นโดยเปรียบเทียบ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบธนาคารไทยกับสิงคโปร์และมาเลเซียในมิติพื้นที่การให้บริการ ขนาดและจํานวนสาขา พบว่า ธนาคารไทยมีการจัดตั้ง (Presence) ในต่างประเทศที่ค่อนข้างครอบคลุม แต่ยังเป็นรองในด้านขนาดสินทรัพย์

ย้อนภาพกลับไปธุรกิจธนาคารไทยที่เคยใหญ่ที่สุดในอาเชียน ได้ผันแปรไปอย่างไม่หวนกลับตั้งแต่วิกฤตการณ์ปี 2540 ขณะที่ธนาคารสิงคโปร์และมาเลเซียเพิ่มบทบาทขึ้นเป็นลำดับ

การที่ธนาคารไทยมีการประกอบธุรกิจในต่างประเทศน้อยกว่าสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย อาจเนื่องมาจากแรงจูงใจในการออกไปให้บริการแก่บริษัทไทยในต่างประเทศมีน้อยกว่า ประกอบกับตลาดสินเชื่อรายย่อยของไทยมีขนาดใหญ่กว่าสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่มากด้วยประชากรกว่า 67 ล้านคนในไทย เมื่อเทียบกับ 5.4 ล้านคน และ 29.7 ล้านคน ในสิงคโปร์และมาเลเซียตาม ลําดับ ทําให้ธนาคารไทยยังคงให้ความสําคัญกับการให้บริการกลุ่มลูกค้าในประเทศมากกว่า

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวมาโดยตลอดว่ากระทรวงการคลังอาจจับ "ธนาคารกรุงไทย" ควบรวมกับธนาคารทหารไทย การที่อภิศักดิ์เคยเป็นอดีตเอ็มดีแบงก์กรุงไทย ออกมาพูดสนับสนุนให้แบงก์ควบรวม กิจการอย่างนี้ไม่รู้จะส่งสัญญาณอะไรหรือเปล่า ต้องจับตามองกันต่อไป n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม