
เพย์เมนต์จีนบุกไทย รับนักเที่ยวจ่ายหนัก
การเดินทางเข้ามาไทยของนักท่องเที่ยวจีนในแต่ละปีนั้น เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นทุกปี แนวโน้มการท่องเที่ยวแบบ FIT
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การเดินทางเข้ามาไทยของนักท่องเที่ยวจีนในแต่ละปีนั้น เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นทุกปี แนวโน้มการท่องเที่ยวแบบ FIT (Free Independent Traveler) ที่มีอัตราสูงขึ้น ทดแทนนักท่องเที่ยวแบบทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้ธุรกิจและผู้ให้บริการจากจีนเดินหน้าทำตลาดสุดตัว
กฤตธี มโนลีหกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งแบบคณะทัวร์ ท่องเที่ยวเอง และทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งการใช้จ่ายก็ยังคงมีมากไม่แพ้กัน การที่ร้านค้าจะเจาะตลาดคนกลุ่มนี้ต้องใช้เครื่องมือที่ถูกต้องและเข้าถึงชาวจีนได้จริง
ทั้งนี้ รายได้จากนักท่องเที่ยวจีน หากนับเป็นรายได้เข้าประเทศมีไม่น้อยกว่า 2.6 ล้านล้านบาท การที่แบรนด์จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้นั้น ต้องเลือกช่องทางการเข้าถึงให้ถูกต้อง เพราะสินค้าไทยหลายประเภทได้รับความนิยมในจีนสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น ขนมขบเคี้ยว เครื่องสำอาง ยาหม่อง เป็นต้น
นอกจากนี้ ชาวจีนมีการใช้งานระบบเมสเซนเจอร์อย่างวีแชท มากถึง 980 ล้านคน และกว่า 90% ใช้สำหรับสื่อสารเกือบทุกวัน สำหรับเช็กอินสถานที่ที่สนใจ สร้างคอนเทนต์ในโมเมนต์ เหมือนเฟซบุ๊กและในจำนวนผู้ใช้งาน วีแชทนั้น มีกว่า 800 ล้านคนที่ใช้วีแชทเพย์ในการใช้จ่าย
จากการเก็บข้อมูลของบริษัทเกี่ยวกับพฤติกรรมช็อปออนไลน์ของคนจีน พบว่า ผู้ที่ได้เห็นฟีดโฆษณาบนระบบของวีแชท จะตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เนมราคาสูงก็ลงมือซื้อผ่านระบบออนไลน์ทันที ทำให้บริษัทขยายธุรกิจสำหรับร้านค้าในไทยที่ต้องการใช้แพลตฟอร์มของเทนเซ็นต์ในการโปรโมทร้านค้าและสินค้าที่น่าสนใจ ให้นักท่องเที่ยวจีนที่วางแผนเดินทางมาไทยได้ทราบ
หลังจากเปิดให้บริการมา 3-4 เดือน มีธุรกิจที่สนใจใช้บริการบ้างแล้ว ซึ่งเทนเซ็นต์ในไทยตั้งเป้าจะเข้าถึงภาคธุรกิจในกลุ่มอาหาร โรงแรม เอาต์เลต สปาและสายการบิน เพราะถือว่าเป็นด่านแรกที่นักท่องเที่ยวจะต้องใช้จ่ายกัน
"ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นพูดคุยกับธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย แบรนด์เครื่องสำอางและโรงแรม ประมาณ 5 รายและจะขยายไปเรื่อยๆ" กฤตธี กล่าว
การที่ธุรกิจจะทำการตลาดและโปรโมทผ่านเทนเซ็นต์นั้น บริษัทจะช่วยเรื่องของการยืนยันธุรกิจได้ รวมทั้งการเขียนคอนเทนต์เป็นภาษาจีน เพราะการทำออฟฟิเชียลแอ็กเคาต์เองจะทำได้ฟรี แต่จะเป็นเวอร์ชั่นอินเตอร์เนชั่นแนลเท่านั้น ไม่ได้เข้าถึงชาวจีนโดยตรง ถือว่าเป็นคนละกลุ่มกัน
ทางด้านค่าบริการสำหรับทำคอนเทนต์แบบครบวงจรนั้น จะอยู่ที่ 3.5 แสนบาท/แคมเปญ/เดือน ไม่รวมกับ วีแชทออฟฟิเชียลแอ็กเคาต์ที่ต้องจ่ายค่าบริการ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี ซึ่งบริษัทในไทยสามารถเลือกที่จะทำผ่านเอเยนซีรายเดิมหรือกับทางเทนเซ็นต์โดยตรงก็ได้ เพราะบริษัทมีทีมงานกว่า 300 คน สำหรับรองรับบริการของลูกค้า
พิภาวิน สดประเสริฐ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป กล่าวว่า ด้วยบริการของอาลีเพย์ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2547 มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% มีผู้ใช้งานอี-เพย์เมนต์กว่า 520 ล้านราย เป็นการใช้งานแบบแอ็กทีฟถึง 80% ถือว่าเป็นผู้ให้บริการอี-เพย์เมนต์แบบเธิร์ดปาร์ตี้รายใหญ่ของจีน
สำหรับบริการของอาลีเพย์ สามารถใช้งานได้ในร้านค้าทั่วไปกว่า 1.4 ล้านแห่ง ซูเปอร์มาร์เก็ตและคอนวีเนียนสโตร์ 1.4 แสนแห่ง จ่ายค่าแท็กซี่และโรงพยาบาลได้มากกว่า 10 ล้านจุด ถือว่ารองรับการใช้ชีวิตแบบดิจิทัลของคนจีนได้อย่างแท้จริง
ในส่วนของการขยายบริการไปยังต่างประเทศนั้น นอกจากจีนแล้ว ในภูมิภาคเอเชียยังสามารถใช้งานได้ที่ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์และไทย ฝั่งยุโรปก็สามารถใช้งานได้ที่อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นต้น
รูปแบบของการขยายบริการของบริษัทนั้น เรียกได้ว่าเป็นการเปิดให้บริการเพื่อตอบโจทย์คนจีน และขยายร้านค้าให้สอดรับการท่องเที่ยว ซึ่งการใช้งานในไทยแห่งแรกๆ ที่เห็นกัน คือ ดิวตี้ฟรี ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น อีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท ช็อปปิ้งมอลล์ ร้านค้าแฟรนไชส์ และเน้นย่านที่นักท่องเที่ยวนิยม ไม่ว่าขนาดของร้านจะเล็กหรือใหญ่ ซึ่งในไทยถือว่าค่อนข้างครอบคลุม
แม้ว่าชาวจีนจะสามารถใช้งาน อาลีเพย์ได้อยู่แล้ว แต่บริษัทก็มีการขยายทีมงานเพื่อให้บริการในไทย รวมทั้งมีความร่วมมือกับทรูมันนี่ซึ่งถือว่าเป็นรายใหญ่ในธุรกิจอี-วอลเล็ต เชื่อว่าการร่วมมือกันจะช่วยรองรับการใช้งานข้ามแพลตฟอร์มได้ แต่ต้องเป็นแผนในอนาคต
"ต้องยอมรับว่า อาลีเพย์ มีมานานแล้ว ทำให้เทคโนโลยีหลายอย่างเดินหน้าไปไกลกว่าของทรูมันนี่ การจะจับระบบหลังบ้านมาทำงานร่วมกันทันที นั้น ต้องรอความพร้อมในหลายด้านและการลงทุนหลายอย่างต้องใช้เวลา" พิภาวิน กล่าว
อาลีเพย์ ยังคงยืนยันความเป็นบริษัทเทคโนโลยีทำให้การให้บริการต่างๆ มองเรื่องเทคโนโลยีเป็นหลัก และเปิดกว้างให้คู่ค้าเข้ามาปลั๊กอินระบบร่วมกันได้ ซึ่งในไทยไม่ใช่แค่ทรูมันนี่รายเดียว อาลีเพย์ยังมีความร่วมมือกับกลุ่มธนาคาร ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส เป็นต้น
แม้ว่าคนจีนจะใช้วีแชทในการสื่อสารและมียอดแอ็กทีฟกว่า 900 ล้านคน แต่แพลตฟอร์มวีแชทจะเป็นการส่งข้อความและมีการใช้จ่ายในปริมาณที่ไม่สูงมาก และเน้นเอนเตอร์เทนเมนต์ ส่วนอาลีเพย์จะเน้นการใช้จ่ายในโลกออฟไลน์ แต่ไม่สามารถลงทุนธุรกิจขนาดใหญ่นอกประเทศจีนได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีนโยบายรองรับการแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ตามกระแสข่าวเพราะในจีนก็ยังไม่มีการประกาศรับรองว่าเป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมายหรือไม่ แต่จะเป็นการใช้จ่ายทั่วไปเท่านั้น







