
บิตคอยน์...ฝ่ายค้าน-ฝ่ายหนุน (จบ)
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตwww.CsiSociety.comAdd Line : @CsiSocietyฉบับเมื่อวานนี้ ผมได้คุยให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจเกี่ยวกับฝ่ายค้านและฝ่ายหนุนบิตคอยน์ว่ามีใครกันบ้าง โดยเริ่มจากฝ่ายค้านตัวพ่อ...เจมี่ ไดมอน ซีอีโอแห่งธนาคารเจพี มอร์แกนเชส ผู้ที่พูดเกี่ยวกับบิตคอยน์ได้อย่างรุนแรงมาก ไม่ว่าจะเป็น "บิตคอยน์...ไม่รอดแน่" "บิตคอยน์ไม่มีที่ไปแล้ว" และท้ายที่สุด "บิตคอยน์เป็นสิ่งทุจริต"
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตwww.CsiSociety.comAdd Line : @CsiSociety
ฉบับเมื่อวานนี้ ผมได้คุยให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจเกี่ยวกับฝ่ายค้านและฝ่ายหนุนบิตคอยน์ว่ามีใครกันบ้าง โดยเริ่มจากฝ่ายค้านตัวพ่อ...เจมี่ ไดมอน ซีอีโอแห่งธนาคารเจพี มอร์แกนเชส ผู้ที่พูดเกี่ยวกับบิตคอยน์ได้อย่างรุนแรงมาก ไม่ว่าจะเป็น "บิตคอยน์...ไม่รอดแน่" "บิตคอยน์ไม่มีที่ไปแล้ว" และท้ายที่สุด "บิตคอยน์เป็นสิ่งทุจริต"
การพูดของคุณไดมอนเกือบจะทุกครั้ง ก็ทำให้ราคาของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น จนตอนหลังแกก็เบื่อมากและเลิกพูด ถึงบิตคอยน์ไปเลย ส่วนฝ่ายหนุนตัวพ่อ ก็คือ คุณจอห์น แม็คอาฟี ซีอีโอของบริษัท ที่ทำโปรแกรมป้องกันไวรัสชื่อก้องโลก "McAfee" นั่นเอง เขาเป็นคนประเภท "เว่อร์สุดๆ" เขาคาดการณ์ว่า ราคาของ บิตคอยน์ในสิ้นปี 2020 จะขึ้นไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 50 เท่านับจากราคาในเวลานี้
ต่อมาก็เล่าถึงประเทศฝ่ายค้านซึ่งก็คือประเทศจีน จีนเปิดฉากบดขยี้ด้วยการยกเลิกการระดมทุนเงินสกุลดิจิทัลใหม่ๆ ต่อมาก็ปิดศูนย์รับแลกเปลี่ยนบิตคอยน์และเงินสกุลดิจิทัลอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้เดือน ก.ย. ตลาดซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลทั่วโลกมีปริมาณลดลงกว่า 50%
สำหรับประเทศฝ่ายหนุนก็คือ รัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง วันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศให้ บิตคอยน์เป็นวิธีการชำระเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในการแลกเปลี่ยน วันนี้จะขอคุยต่อเลยนะครับ
เจเน็ต เยลเลน : ในฐานะประธานธนาคารกลางสหรัฐ เธอพูดถึงบิตคอยน์ไว้ว่า "ฉันอยากจะพูดง่ายๆ ว่า บิตคอยน์มีผลต่อระบบการเงินโลกในสัดส่วนที่น้อยมาก มันมีค่าผันผวนและมันก็ไม่สามารถใช้ได้ตามกฎหมาย เฟด (ธนาคารกลางฯ) ไม่ได้ออกกฎระเบียบอะไรที่เกี่ยวกับบิตคอยน์ที่จะมากไปกว่าที่เราควบคุมระบบธนาคาร ซึ่งเราให้ความสำคัญมากกว่า และเราก็จะคอยสอดส่องอย่างเหมาะสมในเรื่องการใช้บิตคอยน์ไปฟอกเงินหรือไปสนับสนุนการก่อการร้าย"
ฟังแล้วก็ดูเหมือนว่า เฟดยังคงไม่ให้ความสำคัญในการดูแลบิตคอยน์อย่างจริงจัง
วอร์เรน บัฟเฟตต์ : เขาพูดถึงบิตคอยน์ ไว้ว่า "อยู่ให้ห่างๆ มัน มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา มันเป็นวิธีในการโอนเงิน มันเป็นวิธีที่ได้ผลในการโอนเงินและไม่สามารถเช็กได้ว่าใครโอนหรือใครรับ" ต่อมาในปี 2014 เขาก็พูดถึงมันอีกว่า "ผมหวังว่า บิตคอยน์จะเป็นวิธีการโอนเงินที่ดีขึ้น แต่คุณก็สามารถทำระบบโอนเงินเลียนแบบมันได้ ส่วนเรื่องที่ว่ามันจะมีค่ามากมายนั้น... ผมว่ามันเป็นเรื่องตลกนะ"
หลังปี 2014 ยังไม่มีคำพูดเกี่ยวกับ บิตคอยน์เพิ่มเติมจากเขาอีก แต่ราคา บิตคอยน์ก็เพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 20 เท่านับจากวันที่บัฟเฟตต์พูดล่าสุด
แจ็ค โบเกิล : ผู้ก่อตั้งกองทุน แวนการ์ด...กองทุนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐ โบเกิลพูดไว้ว่า "จงหลีกเลี่ยงบิตคอยน์...มันเป็นเหมือนโรคระบาด บิตคอยน์ไม่สามารถหาอัตราผลตอบแทนที่อ้างอิงได้" โบเกิลพูดต่อว่า "พวกเรารู้ดีว่า พันธบัตรมีอัตราดอกเบี้ย หุ้นมีกำไรและเงินปันผล แต่บิตคอยน์มันไม่ได้ให้ผลตอบแทนอะไรเลย นอกจากความหวังที่จะขายให้คนอื่นได้ในราคาสูงกว่าที่ซื้อมันมา ก็เท่านั้นเอง"
เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน เจ้าของกิจการเวอร์จิ้นกรุ๊ป ซึ่งมีทั้งสายการบิน ยานท่องอวกาศ และอื่นๆ แบรนสันเป็นแฟนตัวยงของบิตคอยน์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ดังนั้นธุรกิจของเขาทั้งหมดจึงเปิดรับการชำระเงินด้วยบิตคอยน์ทั้งสิ้น แบรนสันพูดถึงบิตคอยน์ว่า "ใช่แล้ว... มันทำงานได้ดี แล้วมันก็ผันผวนมาก นอกจากนั้นก็ยังคงมีผู้คนจำนวนมากที่ทำกำไรได้จากความผันผวนของมันได้อีกด้วย"
บิล เกตส์ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ถึงแม้ว่าเกตส์เองจะไม่ได้เชียร์บิตคอยน์อย่างออกหน้าออกตา แต่เขาก็มักจะแสดงความเห็นแง่บวกเกี่ยวกับบิตคอยน์อยู่ดี เขาเคยกล่าวไว้ว่า "บิตคอยน์ดีกว่าเงินที่มีตัวตนที่มีอยู่ในขณะนี้เสียอีก โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการทำธุรกรรมจำนวนมากๆ บิตคอยน์ ก็สามารถทำงานได้ค่อนข้างสะดวกกว่า"
ทุกวันนี้เกตส์ยังคงให้การสนับสนุนเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังบิตคอยน์
และนั่นคือ มุมมองของฝ่ายค้านและฝ่ายหนุน "บิตคอยน์" ในส่วนมุมมองของผมนั้น ผมมองเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของบิตคอยน์ที่ได้เคยเกิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว
ครั้งแรกเมื่อบริษัท เมาท์ก๊อกซ์ ซึ่งเป็นบริษัทรับแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ได้ถูกแฮ็กระบบเข้าไปขโมยบิตคอยน์ จำนวนสูงกว่า 8.5 แสนบิตคอยน์ ในเวลานั้นคิดเป็นเงินสูงถึง 450 ล้านดอลลาร์ ในปี 2012 ราคาบิตคอยน์อยู่ประมาณ 5 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบิตคอยน์
พอมาถึงปลายปี 2013 ราคาก็ทะยานไปทะลุ 1,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบิตคอยน์ คิดเป็นเพิ่มขึ้น 200 เท่าภายในระยะเวลา 2 ปี แล้วพอเกิดเหตุการณ์เมาท์ก๊อกซ์ ราคาก็ร่วงหล่นลงมาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบิตคอยน์ หรือเหลือแค่ 20% เท่านั้นเอง ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเป็นปรากฏการณ์ฟองสบู่แตกที่ใหญ่ที่สุดของบิตคอยน์
และเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา จีนสั่งปิดบริษัทแลกเปลี่ยน บิตคอยน์ทั่วประเทศ ทำให้ราคาบิตคอยน์จากมากกว่า 5,000 ดอลลาร์เหลือต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบิตคอยน์ หรือลดลงประมาณ 50% ทีเดียว ในอนาคตอันใกล้นี้ เหตุการณ์ฟองสบู่แตกที่จะเกิดขึ้นกับ บิตคอยน์นั้น ผมเองมองว่าคงไม่น่าจะรุนแรงไปกว่าเหตุการณ์ในอดีต และหลังจากนั้นมันก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวหวนกลับคืนมาใหม่ได้
ท้ายนี้ ก็ขอให้คุณผู้อ่าน...โชคดีในการลงทุนนะครับ
หาอ่านบทความ และความรู้ด้านการลงทุนของผู้เขียนเพิ่มเติมได้ที่ www.doctorwe.com







