
TKT โชว์เชื่อมั่น ปีหน้ารุ่ง
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง + กราฟฟิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยปรับคาดการณ์ว่าปี 2561 ว่า
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง + กราฟฟิก
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยปรับคาดการณ์ว่าปี 2561 ว่า
ยอดการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านคัน จากปีนี้ 1.95 ล้านคัน จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะผลิตได้ 1.93 ล้านคันเท่านั้น ตามยอดการผลิตรถยนต์ไตรมาส 3 ดีขึ้น หรือทั้งหมดอยู่ที่ 5.26 แสนคัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 4.8 แสนคัน หรือเพิ่มขึ้น 9%
ขณะที่ยอดการส่งออกไตรมาส 3 อยู่ที่ 3.13 แสนคัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 3.05 แสนคัน หรือเพิ่มขึ้น 2.5% และยอดการผลิตในประเทศ 2.1 แสนคัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.8 แสนคัน หากดูจากยอดการผลิต 9 เดือน อยู่ที่ 1.48 ล้านคัน หรือเฉลี่ยต่อเดือนที่ 1.6 แสนคัน ทำให้คาดว่าในช่วงไตรมาส 4 นี้ ยอดการผลิตยังสามารถรักษาการผลิตอยู่ในอัตราเดียวกันได้
นับเป็นสัญญาณดีกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และ บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม (TKT)
"ปรีชา เตชะไกรศรี" กรรมการผู้จัดการ TKT กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทจะพลิกฟื้น โดยมีกลับมามีกำไรสุทธิได้ จาก 9 เดือน ขาดทุน 35 ล้านบาท และคาดว่าจะนำกำไรสะสมมาล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่เกือบ 13 ล้านบาทได้ภายในปีหน้า
ทั้งนี้ คาดว่าปีหน้ารายได้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 5-10% จากปีนี้ที่คาดว่ารายได้จะทรงตัวกับปีก่อนที่ทำได้ 1,100 ล้านบาท เพราะมีงานที่รอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ประมาณ 1,000 ล้านบาท และยอดการผลิตรถยนต์โดยรวมปีหน้าที่ 2 ล้านคัน
"หลักของการกลับมามีผลประกอบการที่ดี ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีหน้าจะดี ซึ่งทำให้การผลิตรถยนต์ในประเทศดีได้ ประกอบกับบริษัทจะเริ่มมีการผลิตโมเดลใหม่ และที่สำคัญบริษัทยังคงให้ความสำคัญและเน้นเรื่องการลดต้นทุนในการผลิต เน้นให้เกิดความสูญเสียการผลิตให้น้อยที่สุด" ปรีชา กล่าว
นอกจากนั้น บริษัทจะเริ่มมีการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในโมเดลใหม่ 3-4 โมเดล ให้กับลูกค้าเก่ารายใหญ่ 2 ราย ซึ่งบริษัทเริ่มมีการผลิตตั้งแต่ไตรมาส 4 นี้ และไตรมาสแรกปีหน้า ทว่าบริษัทยังไม่สามารถบอกปริมาณการผลิตทั้งหมดได้ เนื่องจากต้องรอดูผลตอบรับก่อน เพราะในอนาคตหากยอดขายรถยนต์ดังกล่าวขายดี ก็คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้น โดยจะทราบผลภายในไตรมาส 2-3 ปีหน้า หากได้จะรับรู้รายได้ในปี 2562 และอาจจะต้องมีการซื้อเครื่องจักรเพิ่ม
สำหรับการผลิตรถยนต์ใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย น่าจะเห็นผู้ผลิตเกิดขึ้นได้ 1-2 ราย ในเร็วๆ นี้ และปัจจุบัน TKT อยู่ระหว่างการติดต่อเจรจากับผู้ผลิตอยู่ 1 ราย คาดว่าจะทราบผลเจรจาภายในปีหน้า อย่าไรก็ตามแม้ว่ารถไฟฟ้าจะเกิดขึ้นจริง ก็ยังมีการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีเหมือนกับปัจจุบัน โดยสิ่งที่บริษัทเตรียมความพร้อม คือ การมีแม่พิมพ์และกำลังการผลิตที่เพียงพอ
ปรีชา ยังให้มุมมองว่า ยังไม่เห็นผลต่อกรณีนโยบายของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศที่พัฒนายกเลิกการผลิตรถยนต์แบบเก่าเพื่อหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแทน และมีการส่งคำสั่งซื้อการผลิตแบบเก่ากลับมาในภูมิภาคเอเชียอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศที่เป็นฐานการผลิตรถยนต์ ซึ่งต้องดูโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทำแผนการลงทุนปีหน้าอยู่ โดยคาดว่าจะใช้เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิม และต้องเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ให้พิจารณาในช่วงสิ้นปีนี้
สำหรับมุมมองความเสี่ยงโดยรวม ยังเชื่อมั่นว่าเป็นไปในทิศทางบวก ปัจจัยเดียวที่เห็นคือ ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศตะวันออกลางที่ปัจจุบันไทยมีการส่งออกไปไม่น้อย ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อยอดการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกโดยรวมได้
ปัจจุบันโครงสร้างรายได้บริษัทไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก โดยส่วนใหญ่ยังเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ 17% เครื่องใช้ไฟ้ฟา 16% แม่พิมพ์อยู่ที่ 12% และกลุ่มลูกค้ายังเป็นรายใหญ่อย่าง โตโยต้า ฟอร์ด นิสสัน คาวาซากิ มิตซูบิชิ







