
Options Moneyness คืออะไร
หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทำความเข้าใจวิธีการอ่าน Options Chain กันไปแล้ว สัปดาห์นี้จะมาทำความเข้าใจกันในเรื่อง Moneyness ซึ่งผู้ลงทุน Options มักจะใช้สื่อสารกันบ่อยๆ ด้วยคำศัพท์ที่ว่า In-The-Money, Out-of-The-Money และ At-the-Money นอกจากนี้จะขอขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่า Extrinsic Value ของ Options เพื่อปูทางไปสู่หัวข้อในสัปดาห์ถัดไปที่จะเป็นซีรี่ส์เกี่ยวกับค่า Greeks
หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทำความเข้าใจวิธีการอ่าน Options Chain กันไปแล้ว สัปดาห์นี้จะมาทำความเข้าใจกันในเรื่อง Moneyness ซึ่งผู้ลงทุน Options มักจะใช้สื่อสารกันบ่อยๆ ด้วยคำศัพท์ที่ว่า In-The-Money, Out-of-The-Money และ At-the-Money นอกจากนี้จะขอขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่า Extrinsic Value ของ Options เพื่อปูทางไปสู่หัวข้อในสัปดาห์ถัดไปที่จะเป็นซีรี่ส์เกี่ยวกับค่า Greeks
Moneyness คือความสัมพันธ์ระหว่างราคาใช้สิทธิกับราคาสินค้าอ้างอิงปัจจุบัน ซึ่งจะขอยกตัวอย่างคือ สมมติเราซื้อ S50H18C1075 ซึ่งมี Strike 1075 จุด การที่จะเรียก Options นี้ว่า In-The-Money ได้ก็ต่อเมื่อ SET50 Index สูงกว่า 1075 ในขณะที่ Options นี้จะถูกเรียกว่า Out-of-The-Money เมื่อ SET50 Index ต่ำกว่า 1,075 และสุดท้าย หาก SET50 เท่ากับ 1,075 เราจะเรียกว่า At-the-Money
เพื่อให้ง่ายต่อผู้ลงทุนจะมองได้อีกมุมหนึ่งคือ เมื่อเปรียบเทียบดัชนี SET50 Index กับค่า Strike Price ของ Options ที่ถืออยู่ว่ากำลังสร้างกำไรให้กับนักลงทุนหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะเรียกว่า In-The-Money แต่ถ้าขาดทุนอยู่จะกลายเป็น Out-the-Money และหากเท่าทุนคือ At-the-Money อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า หากผู้ลงทุนซื้อ Call Option ที่ Out-of-the-Money ตอนนี้จะส่งผลขาดทุนทันที แต่หมายถึง ถ้าสัญญาหมดอายุ ณ วันนี้จะทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน แต่ถ้าสัญญายังไม่หมดอายุก็จะแปลว่า Options ตัวดังกล่าวยังมีโอกาสที่จะทำกำไรในอนาคต
ลองมาดู Put Options กันบ้าง ถ้าซื้อ S50H18P1125 ที่ Strike 1,125 จุด จะเรียก Options นี้ว่าเป็น In-the-Money ก็ต่อเมื่อดัชนี SET50 Index ต่ำกว่า 1,125 และจะเป็น Out-of-The-Money หากดัชนี SET50 Index สูงกว่า 1,125 และสุดท้ายเป็น At-the-Money ในกรณีที่ SET50 Index อยู่ที่ 1,125 หรือเท่ากับราคาใช้สิทธิ
ค่าของ Intrinsic คือการที่ Options จะ ITM, OTM หรือ ATM ก่อนสัญญาจะหมดอายุลง หากผู้ลงทุนลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่า Options ที่เป็น Out-of-the-Money ออกไปมากๆ (Deep OTM) ไม่ว่าจะเป็น Call หรือ Put จะมีค่า Intrinsic Value เข้าใกล้ศูนย์ไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือมูลค่าเลย เพราะว่าหากสมมติซื้อสัญญา Call Options S50H18C1075 ที่มีค่า Strike Price เท่ากับ 1,075 แต่ SET50 Index ปัจจุบันอยู่ที่ 1,050 และถ้าวันนี้คือวันสุดท้ายของสัญญาจะไม่มีทางใช้สิทธิในการซื้อหุ้นที่ราคา 1,075 เพื่อไปขายที่ราคา 1,050 อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าค่าของสัญญาสิทธินี้ไม่เหลือมูลค่าใดๆ เลย (เป็นศูนย์)
สำหรับ Extrinsic Value คือค่าที่แฝงตัวในราคา Options เพิ่มเติมจาก Intrinsic Value แต่จะลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลาเมื่อเข้าใกล้วันหมดอายุ ซึ่งค่านี้เป็นการผสมกันระหว่าง Time decay (ค่าเสื่อมถอยตามกาลเวลา) และค่าความผันผวน (Volatility) และค่าอื่น ได้แก่ Dividend (เงินปันผล) และดอกเบี้ย
Extrinsic Value นี้เองจะเป็นที่มาของการสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องจากการลงทุนใน Options เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากๆ แม้ว่าราคาของหุ้นหรือสินค้าอ้างอิงอาจจะไม่ต้องเปลี่ยนเลยก็ได้ เพราะหาก Implied Volatility เพิ่มขึ้น Extrinsic Value ก็จะเพิ่มขึ้นตามบน Options ทั้งหลาย
หวังว่าหากผู้อ่านที่ติดตามบทความของเรามาตั้งแต่เริ่มจนถึงสัปดาห์นี้ คงจะเข้าใจถึงพื้นฐานเกี่ยวกับ Options กันไม่มากก็น้อย







