
มุมมองกลุ่มค้าปลีก ในปีหน้า
& จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ & ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ & บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected] & &FSS เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มค้าปลีกเป็นมากกว่าตลาดจากในช่วงกลางปีที่เป็นปกติ เพราะสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งการบริโภคเอกชน ดัชนีค้าปลีก ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และหนี้ภาคครัวเรือนต่อการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปรับลดลงเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ไตรมาส ยกเว้นราคาสินค้าเกษตรที่ยังไม่สดใสนัก ซึ่งยังต้องติดตามแนวโน้มราคาต่อไป แต่ก็น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 ปี 2561 เป็นต้นไป
& จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ & ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ & บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected] & &
FSS เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มค้าปลีกเป็นมากกว่าตลาดจากในช่วงกลางปีที่เป็นปกติ เพราะสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งการบริโภคเอกชน ดัชนีค้าปลีก ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และหนี้ภาคครัวเรือนต่อการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปรับลดลงเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ไตรมาส ยกเว้นราคาสินค้าเกษตรที่ยังไม่สดใสนัก ซึ่งยังต้องติดตามแนวโน้มราคาต่อไป แต่ก็น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 ปี 2561 เป็นต้นไป
ดังนั้น จึงน่าจะเห็นการฟื้นตัวของการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บนก่อน สำหรับแนวโน้มกำไรในไตรมาส 4 ของกลุ่มนักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8.4% จากไตรมาส 3 และ 11.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นระดับสูงสุดของปี ส่วนกำไรในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้น +25%
FSS ชอบบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และบริษัท โรบินสัน (ROBINS) ที่อิงกับกลุ่มลูกค้าระดับกลางบนก่อน โดย CPALL ชอบในแง่ความสม่ำเสมอของการเติบโต และได้รับผลบวกจากการเติบโตของบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) สำหรับ ROBINS กำไรจะกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งอีกครั้งในปีหน้า เพราะบริษัทกลับมาเน้นกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนสินค้า เฮาส์แบรนด์ หลังจากจัดการเคลียร์สต๊อกสินค้าเก่าให้แล้วเสร็จในปีนี้ ในขณะที่ 2 สาขาใหม่ที่จะเปิดในปีหน้าเป็นรูปแบบ Lifestyle Center ซึ่งจะมีรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีกทาง ส่วนบริษัท ริช สปอร์ต (RSP) น่าสนใจในแง่มูลค่าที่ถูกมาก ปัจจุบันซื้อขายบนสัดส่วนราคาต่อกำไรอนาคต (Forward P/E) เพียง 13.8 เท่า และอัตราเติบโตพี/อี (PEG) ที่ 0.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มค้าปลีกซึ่งอยู่ที่ 27.7 เท่า และ 1.8 เท่า ตามลำดับ และคาดกำไรปี 2561 จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งราว 30% ขณะที่โอกาสลง ค่อนข้างจำกัดมาก
FSS คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4 บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ (TACC) กลับมาเติบโตดีอีกครั้ง +41% จากไตรมาส 3 และ +7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 31 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะเป็นฤดูกาลของธุรกิจ และยังมีการออกสินค้าใหม่หลายรายการในไตรมาสนี้ เช่น เครื่องดื่มตามฤดูกาล รสชาติโกโก้ Hershey's Freeze, Easy Dip และสินค้าใหม่ ภายใต้แบรนด์ Sanrio ที่เลื่อนมารับรู้ในไตรมาส 4 จากปีก่อนที่รับรู้ในไตรมาส 3/2559 ทั้งนี้ Hershey's Freeze ได้รับการตอบรับที่ดีมากจนสินค้าผลิตไม่ทัน ถือเป็นฤดูกาลที่ขายดีสุดในรอบ 7 ปี ช่วยชดเชยการ ลดลงของรายได้กาแฟกระป๋อง Vslim และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดกัมพูชา จึงคาดเห็นการฟื้นตัวทั้งในส่วนของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น สำหรับกำไรสุทธิทั้งปี 2560 คาดไว้ที่ 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% \
ปัจจัยหนุนการเติบโตในปีหน้าจะอยู่ที่รายได้ในประเทศเป็นหลัก ซึ่งเป็นการโตตามการขยายสาขาของ 7-11 ปีละไม่น้อยกว่า 700 แห่ง รวมถึงการขยายสาขา All Caf'e และน่าจะเห็นการต่อยอดของสินค้ากลุ่ม Hershey's มากขึ้น รวมถึงสินค้าใหม่อื่นๆ ที่มีแผนทำร่วมกับ 7-11 ในขณะที่รายได้จากการส่งออก (13% ของรายได้รวม) ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นตลาดกัมพูชา อาจไม่น่าตื่นเต้นนัก เพราะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดชาเขียว ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการหาผู้รับจ้างผลิตรายใหม่ที่มีต้นทุนถูกกว่าเดิม หรือเปลี่ยนไปนำเสนอสินค้าใหม่ที่ไม่ใช่ชาเขียว เพื่อหนีออกจากตลาดที่เป็น Red Ocean สิ่งที่เรามองบวกคือ บริษัทจะเลี่ยงการแข่งทำโปรโมชั่นอย่างหนัก และลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น ทั้งนี้เราคงต้องจับตาดูการปรับกลยุทธ์ของบริษัทต่อไป
FSS คาดกำไรสุทธิปี 2561 จะเติบโตเร่งตัวมากขึ้นราว 22.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 135 ล้านบาท ทั้งนี้ในช่วงเดือน ก.ย. 2561 สัญญากับ 7-11 จะครบกำหนด โดยมีอายุสัญญาคราวละ 3 ปี แต่มีเงื่อนไขในการต่ออายุสัญญาโดยอัตโนมัติ มองว่าน่าจะต่ออายุตามปกติ กอปรกับบริษัทได้มีการพูดคุยถึงแผนการพัฒนาและออกสินค้าใหม่กันล่วงหน้าเป็นรายปีอยู่แล้ว ประมาณการกำไรของ FSS ไม่ได้รวมการร่วมมือ กับพันธมิตรรายใหม่ในจีนอย่าง Quanjian ยังคงราคาเหมาะสมตาม พื้นฐานในปีหน้าที่ 7.70 บาท (อิง P/E 35 เท่า)







