
‘ดับบลิวซีจี’ลุยตปท. หวังโต10%ต่อเนื่อง
ดับบลิว ซี จี มั่นใจกำลังซื้อยังสูงชี้เทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยน ลุยขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศ ตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2564
ดับบลิว ซี จี มั่นใจกำลังซื้อยังสูงชี้เทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยน ลุยขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศ ตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2564
นางศุภากรณ์ ปรีชา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดับบลิว ซี จี ไดมอนด์ เปิดเผยว่า ตลาดจิวเวลรี่ในปี 2561 ยังมีการแข่งขันสูงโดยเฉพาะการรุกตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมทั้งยังพบว่าผู้บริโภคเริ่มนิยมซื้อเพชรแทนการซื้อทองคำมากขึ้น เนื่องจากราคาไม่ตก โดยรับซื้อคืนหักราว 10-30% ตามเงื่อนไข ทั้งนี้ยังมั่นใจกำลังซื้อยังดีเพราะที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แผนงานในปี 2561 บริษัทจะเปิดสาขาใหม่ที่ สปป.ลาว เพิ่มอีก 1 แห่งที่เวียงจันทน์เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นการร่วมมือกับพันธมิตร เอสเอ็มเจ ไดมอนด์ (ร้านคำ สีหอม มีสุก) จากปัจจุบันมี 2 สาขา เนื่องจากกระแสตอบรับดีมีอัตราการเติบโตที่น่าพอใจ คาดในสิ้นปี 2560 จะเติบโตเพิ่มขึ้นราว 10%
นอกจากนี้ มีแผนเปิดตลาดใหม่ เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ระหว่างการหาพาร์ตเนอร์ในการเปิดสาขา ส่วนในประเทศเวียดนามและเมียนมา ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายนำสินค้าเข้าไปขาย โดยในอนาคตจะดำเนินการรูปแบบเดียวกับที่ สปป.ลาว
ขณะเดียวกัน ได้วางงบสำหรับดำเนินกิจกรรมทางการตลาดในปีหน้าราว 10 ล้านบาท โดยเดินหน้าโรดโชว์รวมทั้งรุกสื่อดิจิทัลสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ใน 5 ปี (ปี 2560-2564) ซึ่งบริษัทจะต้องมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10%
นางศุภากรณ์ กล่าวว่า บริษัทยังเน้นการใช้กลยุทธ์การประมูลผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ในการทำตลาด เนื่องจากที่ผ่านมามีทั้งลูกค้ารายย่อยและผู้ที่เป็นเจ้าของร้านจิวเวลรี่ จนทำให้ขณะนี้มีผู้ติดตามเพจของบริษัทจำนวนมาก และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการแชร์และแนะนำเพื่อน แม้ขณะนี้จะมีการทำการตลาดผ่านช่องทางนี้มากขึ้นก็ตาม พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าโดยออกใบรับประกันเพื่อการันตีเรื่องการซื้อคืนและเปลี่ยนสินค้า
ขณะที่เป้าหมายในปีนี้บริษัทคาดจะเติบโตได้ที่ 8-10% โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มผู้แทนจำหน่ายทั้งค้าปลีกและค้าส่ง 90% และสัดส่วนจากการขายในตลาดออนไลน์ 10% พร้อมกันนี้จะมีการผลักดันรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 35% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% ที่เหลือเป็นกลุ่มลูกค้าชาวไทย







