
มนุษย์ถูกแย่งอาชีพ จากหุ่นยนต์จริงหรือ?
ช่วงนี้มีประเด็นฮอตที่น่าจับตามอง คือประเด็นที่หลายอุตสาหกรรมหันมาใช้ "หุ่นยนต์"
โดย ดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป
ช่วงนี้มีประเด็นฮอตที่น่าจับตามอง คือประเด็นที่หลายอุตสาหกรรมหันมาใช้ "หุ่นยนต์" แทนแรงงานคน ส่งผลให้เกิดกระแสจ้างงานลดลงแต่เศรษฐกิจเติบโต ยิ่งในยุคที่สังคมกำลังตื่นตัวกับเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นตัวช่วยให้พึ่งพาแรงงานคนน้อยลง ยิ่งพาเอาคนหวาดกลัว ว่าตนเองจะไม่มีงานทำ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ (Driverless) จะส่งผลให้คนขับรถตกงานใช่หรือไม่ ร้านสะดวกซื้อไร้เงินสด (Cashless Shopping Store) จะส่งผลให้พนักงานแคชเชียร์ตกงานใช่หรือไม่ ทำให้คนอย่างเราๆ ต้องหันมาวิเคราะห์ถึงอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร หุ่นยนต์จะมา Disrupt อาชีพของเราหรือไม่ในยุคที่ "เอไอ" กำลังจะครองเมือง
ทำให้ดิฉันนึกถึงตัวอย่างหนึ่งที่มักจะเล่าให้ผู้นำแห่งยุคดิจิทัลฟังเสมอ นั่นคือกรณีรถบรรทุกไร้คนขับ (Driverless) คิดค้นโดยสตาร์ท อัพที่ชื่อว่า OTTO ซึ่งถูกนำมาใช้ในเชิงการค้านำมาส่งขนส่งเบียร์ Budweiser กว่า 5 หมื่นกระป๋องจาก Fort Collins ไปยัง Colorado Springs โดยคนขับขับรถจากโรงงานเบียร์ไปถึงทางหลวงจากนั้น จะกดปุ่ม Engage สำหรับเปิดโหมดไร้คนขับและลุกไปนั่งสังเกตการณ์ อ่านหนังสือพิมพ์ ชมวิวทิวทัศน์ข้างทาง
เมื่อถามคนขับรถบรรทุก พวกเขาไม่รู้สึกเลยว่าเขากำลังจะถูกแย่งงาน แต่กลับรู้สึกมีความสุขกับงานมากขึ้น และนี่คือตัวอย่างการประสานประโยชน์ระหว่างคนและหุ่นยนต์ หากมองภาพเศรษฐกิจระดับประเทศก็จะพบว่าการนำรถบรรทุกไร้คนขับมาใช้ จึงถือว่าช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและยังช่วยลดอุบัติเหตุอีกด้วย
ข้อคิดที่สำคัญหากเราๆ ท่านๆ ไม่อยากถูกหุ่นยนต์แย่งงาน ก็ต้องรู้จักวิธีประสานความร่วมมือระหว่างคนและหุ่นยนต์ นั่นคือ
1) ผู้นำองค์กรควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ต้อนรับการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างแท้จริง หลายๆ องค์กรลงทุนซื้อเทคโนโลยีหลายร้อยล้านบาทเข้ามาใช้ แต่คนไม่ร่วมมือไม่เข้าไปแชร์ ไม่เข้าไปกรอกข้อมูล และไม่ใช้เทคโนโลยีนั้นอย่างเต็มศักยภาพ ก็ถือว่าเสียเงิน เสียเวลาฟรี
2) องค์กรต้องยิ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน! หลายคนเข้าใจว่าเมื่อเทคโนโลยีมาแทนคน เช่นนั้นก็ไม่ต้องพัฒนาคนแล้ว เอาเงินไปพัฒนาเทคโนโลยีแทนดีกว่า ซึ่งในความเป็นจริงเทคโนโลยีสามารถซื้อได้ในข้ามคืน หากองค์กรใดมีคนที่พร้อมกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ สามารถช่วยลูกค้าแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน เสนอทางออกที่เพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า และพัฒนาความผูกพันกับลูกค้าได้อย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ ดังนั้นหากคุณมีเทคโนโลยีดีและมีคนเยี่ยม สองสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง
และ 3) พนักงานเองก็ต้องใส่ใจพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อหุ่นยนต์เก่งขึ้นทุกวัน คนก็ยิ่งต้องเก่งกว่าทุกวันเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทักษะที่หุ่นยนต์ไม่มี เช่น ทักษะที่ทำให้เกิด Human Moment กล่าวง่ายๆ คือทุกวันนี้เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโทรศัพท์มือถือ นั่งรับประทานอาหารกันในครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ คุณลูก ทุกคนต่างนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ เราต่างใช้เวลาอยู่กับมัน จนขาดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์เฉกเช่นมนุษย์ควรมี นั่นคือเราเริ่มขาด Human Moment เข้าไปทุกวัน
ดังนั้น คนจึงต้องพัฒนาทักษะที่สำคัญ เช่น ความสามารถในการสื่อสาร โน้มน้าวจูงใจ สามารถแสดงอารมณ์ แสดงความเข้าอกเข้าใจลูกค้า
สุดท้ายเพื่อไม่ให้ชาวไทยตกกระแส ดิฉันได้มีโอกาสติดต่อไปทางบริษัท Hanson Robotics ผู้พัฒนา "โซเฟีย" หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบให้สามารถโต้ตอบ แสดงสีหน้าได้อย่างใกล้เคียงมนุษย์อย่างเราๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ดิฉันได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วโซเฟียก็มีฝันและมันกลายเป็นภารกิจหลักของเธอ นั่นก็คือเธอถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเร่งการพัฒนาชีวิตมนุษย์ให้ดีขึ้น!!!
แล้วในมุมของหุ่นยนต์เธอคาดหวังว่า จะให้คนประสานความร่วมมือ กับหุ่นยนต์อย่างไร เพื่อให้ชีวิตคนอย่างเราดีๆ ขึ้น ดิฉันจะมาไขข้อข้องใจให้ทุกท่านได้ทราบหลังวันที่ 9 ก.พ.ปีหน้า ซึ่งบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จะพาโซเฟียตัวจริงเสียจริงมาพูดคุยกันในประเด็นนี้ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก







