posttoday
ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รอเศรษฐกิจดีเสียก่อน

ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รอเศรษฐกิจดีเสียก่อน

16 ธันวาคม 2560

จะมีคนไทยกี่คนที่จำได้ว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยที่ระบุในกฎหมายนั้น คืออัตรา 10% ไม่ใช่ 7% เหมือนที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน

โดย แบงก์กลิ้ง

จะมีคนไทยกี่คนที่จำได้ว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยที่ระบุในกฎหมายนั้น คืออัตรา 10% ไม่ใช่ 7% เหมือนที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน แต่เพราะรัฐบาลหลายชุดได้ประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% อย่างต่อเนื่อง ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 7%

ในปีนี้รัฐบาลได้ประกาศลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 10% เหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี นับจากวันที่ 30 ก.ย. 2560 ไปสิ้นสุด 30 ก.ย. 2561 ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชน ทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องเดินหน้าไปโดยไม่สะดุดจากการขึ้นภาษี จะทำให้การบริโภคที่ยังเปราะบางหดตัวลง แถมยังสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคงภาษีแวตต่อไปอีกเป็นเรื่องที่สุดวิสัย เพราะภาวะเศรษฐกิจทั่วไปยังไม่เอื้ออำนวยให้คลังขึ้นภาษีแวตได้ ทั้งที่ได้มีความพยายามที่จะให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาตลอด เพื่อทำให้ประเทศมีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ของรัฐบาล จะได้ไม่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่ม และรัฐบาลจะทำงบประมาณสมดุลได้ หลังจากที่ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี

ต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาอ่อนแอ ทำให้ไม่เอื้อต่อการปรับเพิ่มขึ้นภาษีแวต แม้ว่าการปรับเพิ่มอัตราภาษีแวตเป็น 10% จะทำให้กระทรวงการคลังเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นทันที 2 แสนล้านบาท แต่เท่ากับเป็นการดึงเงินในกระเป๋าจากประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ทำให้การบริโภคชะงักสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น จึงยังไม่มีรัฐบาลไหนกล้าพอที่จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ลองมาทำความรู้จักกับภาษีมูลค่าเพิ่มกันดีกว่า ปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่กำหนดนำมาใช้ในประเทศไทยมี 3 อัตรา คือ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ตามมาตรา 80 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการและการนำเข้า (ส่วนกลาง 9% ท้องถิ่น 1%) แต่ในวรรคสองของมาตรา 80 สามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อลดอัตราดังกล่าวได้ อัตรานี้ลดมาตั้งแต่ปี 2535 ต่อเนื่องเรื่อยมาให้เหลือ 7% (ส่วนกลาง 6.3% และท้องถิ่น 0.7%) โดยรวมภาษีท้องถิ่นไว้แล้ว

อัตราภาษีมูลค่าที่จัดเก็บไม่ได้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0% ซึ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับในกิจการบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น การส่งออกสินค้า เพื่อลดต้นทุน สินค้าเพื่อนำไปสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้ และอัตราภาษี 2.5% ตามมาตรา 80/2 ซึ่งอัตราภาษีดังกล่าวให้คำนวณอัตราภาษีตามมาตรา 82/16 อัตราภาษีตามวรรคหนึ่งให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกัน สำหรับการขายสินค้า และการให้บริการทุกกรณี

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าและบริการบางอย่างที่เป็นสินค้าขั้นพื้นฐาน และการบริการที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของต่างประเทศจากข้อมูล IMF ปี 2006 พบว่า ประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราเดียวมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือประเทศที่มีการจัดเก็บ 2 อัตรา และหลายอัตราตามลำดับ โดยประเทศที่มีการจัดเก็บหลายอัตราจะกำหนดอัตรามาตรฐานและอัตราที่ต่ำกว่า โดยพิจารณาจากสินค้าและบริการที่จำเป็น หรือกำหนดสูงกว่าในกรณีเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย

สำหรับในประเทศไทยการจะกำหนดอัตราภาษีเป็นกี่อัตราและจำนวนเท่าใดนั้น อาจต้องมองเปรียบเทียบกับภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อัตราภาษีสรรพสามิตก็มีความสำคัญ เพราะแม้ภาษีสรรพสามิตจะเป็นภาษีการขาย แต่ก็เป็นภาษีที่เลือกเก็บเฉพาะสินค้าและบริการที่รัฐต้องการควบคุมการบริโภค ยิ่งไปกว่านั้นอาจต้องมองไปถึงนโยบายของรัฐบาลเพื่อการกำหนดให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ฟันธงได้เลยว่า การจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐบาลให้กลับไปที่อัตราที่ระบุตามกฎหมายนั้น คงจะต้องใช้เวลาอีกนานหากเศรษฐกิจไม่เทกออฟโดยแท้จริง

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม