
แม่ค้าสาว ชาวเมืองหลวงพระบาง
ครั้งที่ผ่านมาผมเล่าถึงการค้าขายกับกลุ่มต่างๆ ที่ชายแดน อ.เชียงของ
โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
ครั้งที่ผ่านมาผมเล่าถึงการค้าขายกับกลุ่มต่างๆ ที่ชายแดน อ.เชียงของ ต้องทำความเข้าใจกันก่อนถึงกลุ่มลูกค้าต่างๆ ที่ชายแดนในยุคนั้นครับว่าเรามีลูกค้ากลุ่มไหนบ้าง เพื่อที่จะดูว่าเราจะเอาอะไรไปขายเขา ในยุคนั้นการแข่งขันยังมีไม่มาก เนื่องจากการคมนาคมหรือถ้าศัพท์สมัยใหม่ก็ต้องเรียกว่าระบบโลจิสติกส์ยังไม่ดีพอ ดังนั้นจึงมีแต่คนที่รู้เท่านั้น จึงจะเข้าไปค้าขายชายแดน แต่ทุกคนที่ค้าขายที่นั่นต้องอดทนกับความยากลำบาก และทนต่อความขาดแคลน แสง สี เสียง เพราะในยุคนั้นโทรทัศน์ยังเข้าไปไม่ค่อยถึง โรงภาพยนตร์ก็มีแค่โรงไม้เก่าๆ เก้าอี้ไม้เก่าๆ ตั้งเรียงแถวกันอยู่ และหนึ่งอาทิตย์จะมีภาพยนตร์มาฉายกันสองวัน ยุคนั้นจะมีภาพยนตร์กำลังภายใน ยุคชอว์บราเดอร์ส หวังยู่ หมี่เซียะ หล่อลี่ เดวิทเจียง ตี้หลุง เป็นต้น ภาพยนตร์ไทยก็ต้อง มิตร เพชรา สมบัติ เมทะนี ถือว่าเป็นความบันเทิงที่หาได้ ดังนั้นคนที่อาศัยอยู่ตามชายแดนจะยากลำบากอย่างไร เด็กรุ่นหลังๆ จะไม่สามารถเข้าใจได้ครับ
กลับมาที่การค้าชายแดนครับ ในยุคนั้นกลุ่มเป้าหมายของแต่ละร้านค้ามักจะไม่เหมือนกัน ลูกค้าใครลูกค้ามัน ไม่ค่อยทะเลาะเบาะแว้งแย่งลูกค้ากันเท่าไหร่ กลุ่มที่ค้าขายกับชาวลาวก็จะเน้นลูกค้าลาวเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นร้านค้าหลักๆ ไม่กี่ร้าน กลุ่มที่ค้าขายกับชาวไทยภูเขาก็จะเน้นสินค้าที่เขาต้องการเป็นหลัก เช่นผ้าด้ายดิบ เส้นไหมพรมอาคิลิค ผ้าสำหรับใช้ปักลวดลาย เป็นต้น ส่วนชาวจีนฮ่ออพยพ ก็จะเน้นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่นสินค้าบริโภคต่างๆ ยารักษาโรค เป็นต้น เสื้อผ้าสำหรับกลุ่มนี้จะใช้น้อย เพราะเขาจะไม่ค่อยแต่งตัวมาก สินค้าฟุ่มเฟือยก็ไม่ค่อยจะบริโภคกันครับ ส่วนคนเมืองก็จะเป็นพวกแห อวน เบ็ด และสินค้าอุปโภค-บริโภคอื่นๆ ครับ ดังนั้น เวลาร้านไหนสินค้าขาด ก็มักจะวิ่งไปขอยืมกันกับร้านอื่นๆ ได้ครับ ไม่ค่อยจะมีปัญหากัน จะเห็นว่าลูกหลานชาวตลาดจะไม่ค่อยทะเลาะเบาะแว้งกัน ตกเย็นก็จะไปเล่นบาสเกตบอล ไปขี่จักรยาน ขี่มอเตอร์ไซค์กัน ค่ำๆ ถ้าไม่ได้จัดของที่มีออร์เดอร์จากฝั่งลาวมา ก็จะจับกลุ่มตั้งวงดนตรีกัน ร้องเพลงจีนกันเก่งมากๆ ชาวเชียงของจึงมีความสุขกันมากครับ
ลูกค้าชาวลาวก็เช่นกัน ที่มาจากเขตอื่นๆ ไกลๆ ออกไป เขาจะมากันเยอะมากครับ เช่น ถ้าเป็นชาวเมืองหลวง หรือหลวงพระบาง เขาจะดูดีมีสกุลมากๆ ในยุคนั้นถ้าสาวเมืองหลวงมา เราจะสามารถดูออกได้จากเสื้อผ้าอาภรณ์เขา และการแต่งตัวจะทันสมัยมาก นุ่งผ้าถุงที่เป็นลวดลายสวยงามตระการตา และจะใส่สั้นๆ เหนือหัวเข่านิดๆ มีเสน่ห์เท่ห์มากๆ ต้องมองเหลียวหลังเลยครับ เวลามาซื้อของจะเลือกสรรเอาสิ่งที่ดูไฮโซมาก ร้านพี่สาวผม ร้านจังเลี่ยงฮงจะมีลูกค้าประเภทนี้น้อย เพราะเราเน้นที่สินค้าอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก ผมก็ได้แต่มองด้วยความชื่นชมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาพูดจา จะเพราะมาก สำเนียงเขาจะไม่เหมือนชาวลาวทั่วๆ ไป ถ้าท่านอยากรู้ว่าสำเนียงลาวเพราะอย่างไรให้ฟังสำเนียงลาวของชาว จ.เลย เถอะครับ ใกล้เคียงกับลาวเมืองหลวงพระบางมากเลยครับ
ลูกค้าจากเมืองหลวงพระบางที่มาซื้อของกลับไปขาย ผมจำได้ว่าบางคนจะนั่งเครื่องบินมาลงที่ห้วยทราย แล้วข้ามเรือเล็กมา ส่วนใหญ่จะนั่งเรือใหญ่มา เรือใหญ่ในที่นี้บางท่านอาจจินตนาการไปถึงเรือขนาดเดินสมุทร ไม่ใช่นะครับ ผมว่าลำเรือโตกว่าเรือเอี้ยมจุ้นหน่อยๆ แค่นั้นเองครับ แต่ข้างในเรือนั่งสบายกว่าเรือหางยาวหรือเรือข้ามฟากเยอะ จะมีครัวมีที่ลุกนั่งลุกเดินหน่อย ก็แค่นั้นแหละครับ เราเรียกว่าเรือใหญ่ เขาสามารถบรรทุกสินค้าล่องไปหลวงพระบางสักรถปิกอัพสามสี่คันประมาณนี้ครับ เวลาเดินทางกลับ เป็นขาล่อง เรือจะไหลตามกระแสน้ำ ดังนั้นการเดินเรือไปหลวงพระบางจึงไปได้เร็วกว่าขาขึ้นมาก แต่ว่ากว่าจะไปถึงต้องไปนอนระหว่างทางที่บ้านปากแบ่งหนึ่งคืน แล้วจึงเดินทางต่ออีกเกือบวันถึงจะถึงเมืองหลวงพระบางครับ







