posttoday
ถึงเวลา ไทยแลนด์เทกออฟ

ถึงเวลา ไทยแลนด์เทกออฟ

13 ธันวาคม 2560

กนกวรรณ บุญประเสริฐที่ผ่านมาเศรษฐกิจได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดมาแล้ว เพราะรัฐบาลได้เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างมีศักยภาพ โดยได้เป็นผู้นำในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนของภาคเอกชนที่กำลังจะเตรียมแผนลงทุนใหม่ในปี 2561 นี้

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดมาแล้ว เพราะรัฐบาลได้เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างมีศักยภาพ โดยได้เป็นผู้นำในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนของภาคเอกชนที่กำลังจะเตรียมแผนลงทุนใหม่ในปี 2561 นี้

ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้ออกรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจของเอเชียฉบับเสริม โดยได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย หรือจีดีพี ในปี 2560 เพิ่มเป็น 3.8% จากเดิมที่ 3.5% รวมทั้งยังคาดว่า ในปี 2561 ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องที่ 3.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.6% เนื่องจากการส่งออกและการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย 3 ไตรมาสแรกปี 2560 ขยายตัวได้ถึง 3.8% และหากไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 3.7% ก็จะทำให้เศรษฐกิจปี 2560 ขยายตัวได้ 4% ซึ่งเป็นขั้นต่ำของการขยายตัวได้เต็มศักยภาพได้ทันที สอดรับกับหน่วยงานเศรษฐกิจภาคเอกชนหลายแห่งที่ฟันธงว่า เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 4% และปีหน้าขยายตัวได้ใกล้เคียง 5%

ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ผ่านมาว่า ในปี 2561 จะประกาศให้ประเทศไทยเป็น "ไทยแลนด์ เทกออฟ" หลังจากเกิดสัญญาณที่ดีต่อประเทศและเศรษฐกิจไทยในหลายๆ ด้าน

สะท้อนจากการที่มีองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศเข้ามาจัดอันดับไทยให้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้น เช่น การแก้ไขปัญหาการบินที่ไอเคโอปลดธงแดงให้กับไทย การแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ที่มีทิศทางดีขึ้น ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จัดสถานะการทำธุรกิจของไทยในอันดับที่ดี สหรัฐให้การยอมรับแผนโรดแมปประเทศไทย และล่าสุดสหภาพยุโรปหรืออียู ฟื้นความสัมพันธ์กับไทยที่เตรียมนำไปสู่การรื้อฟื้นการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยและอียูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หลังจากหยุดชะงักไปเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นต้น

นอกจากนี้ กรณีรายงานการศึกษาของธนาคารโลก เรื่อง Inclusive Growths Report "Riding the Wave : An East Asian Miracle for the 21 Century" ที่เป็นการเสนอโมเดลใหม่ในการแก้ปัญหาความยากจนด้วยการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยในรายงานดังกล่าวจัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกับมาเลเซีย ที่สามารถลดความยากจนได้เป็นจำนวนมาก มีกลุ่มชนชั้นกลางที่มีแรงบันดาลใจไปสู่กลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก หรือเริ่มหลุดพ้นจากเส้นความยากจนสุดขีดและกำลังก้าวสู่ความมั่งคั่ง

ขณะที่ มองโกเลีย จีน และเวียดนาม เป็นประเทศที่หลุดพ้นความยากจนมาแล้ว แต่ยังมีส่วนที่เปราะบางอีกเป็นจำนวนมากที่ยังต้องดูแล ส่วนกัมพูชา อินโดนีเซีย ยังต้องพยายามที่จะถีบตัวให้หลุดพ้นจากความยากจนอยู่

ในปี 2561 รัฐบาลไทยมุ่งหวังเรื่องโครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยที่จะมีการเสนอมาตรการระยะที่ 2 ที่กำลังจะเข้า ครม.ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเริ่มใช้ในปี 2561 จะเน้นเรื่องมาตรการฝึกอบรม การให้อินเทอร์เน็ตประชารัฐให้คนในท้องถิ่นได้ใช้ศึกษาหาความรู้เปิดโลกทัศน์ ปรับพื้นฐานการพัฒนาไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการทำมาหากินให้กับประชาชน เป้าหมายยกระดับคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนอีกไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน ต้องขยับไปสู่ชนชั้นกลางของประเทศ

ถือว่าสอดรับกับข้อเสนอของ เวิลด์แบงก์ ที่ได้นำเสนอโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำใน 3 แนวทางด้วยกัน คือ 1.การเพิ่มโอกาสทางด้านเศรษฐกิจกับผู้มีรายได้น้อย 2.การมีระบบดูแลด้านสังคม เช่น การพัฒนาด้านสาธาณสุข ระบบประกันสังคม และการส่งเสริมการออม ซึ่งประเทศไทยได้ทำเรื่องดังกล่าวมาพร้อมมากแล้ว และ 3.การนำเครื่องมือต่างๆ มาช่วย เช่น เครื่องมือด้านภาษี หรือเครื่องมือทางการเงินต่างๆ

ในมุมกลับกัน ไทยแลนด์เทกออฟ ในปีหน้า ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ คือเรื่องของรวยกระจุก จนกระจาย เรื่องการปรับโครงสร้างทางด้านภาคเกษตร จะดำเนินการอย่างไรเพื่อลดเงินอุดหนุนจากภาครัฐจำนวนหลายแสนล้านบาทต่อปี

รวมทั้งต้องเร่งเรื่องปฏิรูปด้านการศึกษาเรื่องรองรับกับเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี อี-เพย์เมนต์ ที่ธุรกิจต่างๆ ต้องเร่งปรับตัวรับไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจเรื่อง ปัญหาการว่าง ที่จะตามมาพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัล

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลลงลึกของตัวเลขว่างงานที่ดูผิวเผินว่ามีจำนวนไม่มากเพียง 4.6 แสนคน หรือ 1.21% ของกำลังแรงงาน 38.21 ล้านคน ในจำนวนนี้พบว่า คนที่ว่างงานเริ่มมีช่วงอายุที่สูงขึ้น ไม่ใช่เด็กเพิ่งเรียนจบเตะฝุ่นตกงาน แต่กำลังจะเป็นวัยทำงานช่วงท้ายๆ ที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน กำลังจะตกงานเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางกระแสสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมีผู้สูงอายุมากถึง 20% ของประชากรในปี 2564

จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า เศรษฐกิจที่จีดีพีมีอัตราเติบโตแบบขาขึ้น จะใช้ตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของคนฐานราก ชนชั้นกลางได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เชื่อว่าช่วงที่เหลือของรัฐบาลชุดปัจจุบันก่อนจะจัดการเลือกตั้งใหม่ในปลายปีหน้า จะยังคงมีการออกชุดมาตรการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่งเครื่องการส่งออก การลงทุน สนับสนุนการขยายตัวของจีดีพีให้มีศักยภาพต่อไป n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม