posttoday
โจทย์ของรถพลังงานไฟฟ้า

โจทย์ของรถพลังงานไฟฟ้า

06 ธันวาคม 2560

เรื่อง | กั๊ตจัง ภาพ | อีพีเอ, รอยเตอร์สเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีรถพลัง งานไฟฟ้าจะเห็นได้ว่าตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมาพบว่าโจทย์ใหญ่ที่ทำให้การมาของรถพลังงานไฟฟ้านั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย

เรื่อง | กั๊ตจัง ภาพ | อีพีเอ, รอยเตอร์ส

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีรถพลัง งานไฟฟ้าจะเห็นได้ว่าตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมาพบว่าโจทย์ใหญ่ที่ทำให้การมาของรถพลังงานไฟฟ้านั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย

ก็คือเรื่องของผู้ใช้มีความกังวลว่าพลังงานไฟฟ้าของรถจะหมดระหว่างทางโดยหาที่เติมไม่ได้ ซึ่งระยะทางของรถพลังงานไฟฟ้าที่ทำได้ดีที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 350 กม. ต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง

ฟังดูก็เข้าที แต่ปัญหาก็คือในสภาพการจราจรที่ติดขัด ต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้าไปกับเครื่องปรับอากาศภายในรถนั้นระยะทางจะวิ่งได้เท่าไร

ราคาของแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยังอยู่ในหลักแสนบาท อายุใช้งานราว 7 ปี และราคายังอยู่ในระดับ 2 ล้านบาทขึ้นไป

ในขณะที่กระทรวงพลังงานตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีรถพลังงานไฟฟ้าภายในปี 2579 หรืออีกประมาณ 19 ปีข้างหน้าไว้ที่ 1.2 ล้านคัน ซึ่งการที่จะทำแบบนั้นได้ จำเป็นต้องปรับปรุงในอีกหลายส่วน ตั้งแต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะใช้แบตเตอรี่แบบกราฟีนเข้ามาแทนที่ลิเทียม ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยสามารถชาร์จเต็มได้ใน 15 นาที

มีน้ำหนักเบากว่า ประจุไฟได้มากกว่าและมีอายุใช้งานยาวนานกว่าลิเทียมราว 1 เท่าตัว มีโอกาสได้ใช้ในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้โจทย์ของระยะทางวิ่งของรถจาก 300 กม. เพิ่มเป็น 500-600 กม.ต่อการชาร์จมีความเป็นไปได้สูงขึ้น

ต่อมาคือเรื่องสถานีชาร์จไฟ ต้องยอมรับว่าเรายังติดกับความคุ้นชินเดิมๆ กับการเติมน้ำมันที่สถานี แต่การใช้รถพลังงานไฟฟ้าจะไม่ใช่รูปแบบนั้นอีกต่อไป

ทุกสถานที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึงนั้นสามารถสร้างเป็นสถานีจ่ายไฟได้หมด ตั้งแต่ที่จอดรถในศูนย์การค้า อาคารพาณิชย์ โรงแรม หรือแม้แต่ปั๊มน้ำมันก็สามารถปรับเปลี่ยนที่จอดรถให้มีหัวจ่ายไฟฟ้าได้เช่นกัน

ทำให้สถานที่เหล่านี้สามารถสร้างรายได้จากการให้บริการในส่วนนี้ ดังนั้นปัญหาจึงไปตกอยู่กับการไฟฟ้าที่จะต้องหามิเตอร์ และพลังงานไฟฟ้ารองรับการชาร์จรถพลังงานไฟฟ้าให้กับบ้านเรือนในอนาคตอย่างพอเพียงในอีกทางหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน ก็ใช่ว่ารถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่จะเป็นระบบหลักของรถพลังงานไฟฟ้าในอนาคต รถไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย และดูเหมือนว่าค่ายรถยนต์ฝั่งตะวันออก อย่างโตโยต้า มาสด้า และฮอนด้า ก็มีการค้นคว้าทดลองพัฒนาระบบนี้ด้วยเช่นกัน

เพราะหากเทียบความแตกต่างในการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์นั้น รถพลังงานไฮโดรเจนนั้นดูมีภาษีดีกว่าในหลายด้าน

อย่างแรกคือเราสามารถสร้างไฮโดรเจนได้จากน้ำ ซึ่งน้ำในโลกของเรานี้ก็มีมากมายมหาศาลเสียด้วย และเมื่อรถเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นพลังงานไฟฟ้า ผลพลอยได้ก็คือจะกลายเป็นน้ำบริสุทธิ์กลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งการออกแบบอาจจะนำน้ำนั้นกลับมาใช้งานในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ระยะการเดินทางยังสามารถพัฒนาให้มีระยะเทียบเท่าน้ำมัน อีกทั้งระบบการเติมไฮโดรเจนนั้นมีความรวดเร็ว ผู้ใช้ไม่ต้องปรับตัวมากนัก และมีความสะดวกในการเดินทางมากกว่าการรอชาร์จไฟตามสถานีต่างๆ ซึ่งโตโยต้าเรียกระบบนี้ว่า ไฟน์ คอมฟอร์ด ไรด์ (Fine-Comfort Ride) คือ ยานยนต์พลังงานเซลล์เชื้อเพลิง (FCV) ซึ่งจะถูกวางในรถระดับพรีเมียมของโตโยต้าเท่านั้น

หากจะว่ากันด้วยแนวคิดการสร้างรถไฟฟ้านั้น รถพลังงานไฮโดรเจนค้นคว้าพัฒนากันอย่างยาวนานกว่าเทคโนโลยีอื่น เพราะต้องคำนึงเรื่องของความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพราะถังบรรจุไฮโดรเจนมีความเสี่ยงในการระเบิดได้มากกว่า

จำเป็นต้องทดสอบและพัฒนาอย่างรอบคอบจนมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน แต่หากเทียบกับถังบรรจุก๊าซ เอ็นจีวี แอลพีจี หรือแม้กระทั่งถังน้ำมันที่เราใช้กันอยู่ล้วนมีความเสี่ยงไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่สนใจรถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย เวลานี้ก็มีนิสสัน ลีฟ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางในเมืองในราคาที่ถือว่าสมเหตุสมผล

คนใช้รถมอเตอร์ไซค์แทบไม่ต้องพูด เพราะมีใช้อย่างแพร่หลายมานานแล้ว และมีแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าเกิดใหม่ขึ้นมากมายหลายแบรนด์ หรือทางเลือกสำหรับการเดินทางระยะสั้นไม่เกิน 30 กม.อย่างจักรยานไฟฟ้าก็มีให้เลือกซื้อมากมาย

ดังนั้น ในอนาคตรถพลังงานไฟฟ้านั้นมาแน่ เพียงแต่รอเทคโนโลยีและการแข่งขันที่จะทำราคาได้ถูกลงจนคนทั่วไปสามารถหาซื้อมาใช้ได้ไม่ยากเท่านั้นเอง n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม