
ดอกเบี้ยขาขึ้นเอเชียไม่แรง หนี้ขวาง เงินเฟ้อขัด
นันทิยา วรเพชรายุทธเป็นที่ชัดเจนว่าทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะมาพร้อมกับรายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2018 (Fed dot plot) โดยเชื่อกันว่าเฟดน่าจะยังคงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าไว้ที่ 3 ครั้งเหมือนเดิมนั้น นับเป็นการตอกฝาโลงยุคนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายทั่วโลกอย่างแท้จริง เพื่อพลิกขั้วไปสู่ยุคการขันนอตนโยบายการเงินให้แน่นขึ้นอย่างเต็มตัว
นันทิยา วรเพชรายุทธ
เป็นที่ชัดเจนว่าทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะมาพร้อมกับรายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2018 (Fed dot plot) โดยเชื่อกันว่าเฟดน่าจะยังคงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าไว้ที่ 3 ครั้งเหมือนเดิมนั้น นับเป็นการตอกฝาโลงยุคนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายทั่วโลกอย่างแท้จริง เพื่อพลิกขั้วไปสู่ยุคการขันนอตนโยบายการเงินให้แน่นขึ้นอย่างเต็มตัว
บรรดานักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าแบงก์ชาติขนาดใหญ่อีก 2 ราย คือ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) นั้น แม้จะยังไม่มีแนวโน้ม "ขึ้นดอกเบี้ย" ตามเฟดภายในปี 2018 แต่อย่างน้อยที่สุดก็จะประกาศแผน "ลด/ออก" จากมาตรการคิวอีที่อัดฉีดเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์มานานหลายปี เพื่อนำไปสู่การปิดฉากคิวอีอย่างถาวรภายในปี 2019 ต่อไป
โฟกัสความสนใจของโลกจึงพุ่งต่อมายัง "เอเชีย" ทันทีว่า ภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งนำโดยภาคการส่งออก การผลิต และการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นจากภาครัฐนั้น จะเป็นภูมิภาคแห่งยุคดอกเบี้ยขาขึ้นเร็วและแรงตามเฟดมาติดๆ หรือไม่
แม้จะยังไม่มีการสรุปเรื่องนี้อย่างเบ็ดเสร็จสะเด็ดน้ำชัดเจน แต่หากมองจากหลายปัจจัยประกอบกันแล้วอาจกล่าวได้ว่า เอเชียจะเป็นยุคดอกเบี้ย ขาขึ้นแน่นอนตามทิศทางเฟด เพียงแต่การขึ้นที่ว่านี้จะไม่เร็วและแรงเท่ากับฝั่งสหรัฐหรือในประเทศพัฒนาแล้วอย่างที่หลายฝ่ายเริ่มกังวล
บลูมเบิร์กระบุว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้หลายประเทศฝั่งเอเชียไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วและแรงตามฝั่งสหรัฐก็คือ เอเชียมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นมหาศาลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการกดดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ หากขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปก็จะส่งผลกระทบตามมาทันทีต่อผู้บริโภคที่เป็นหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มแรงกดดันต่อภาคเอกชนตามมา
"เกาหลีใต้" ซึ่งมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมมานาน และมีระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงที่สุดในเอเชียนั้น มีอัตราหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ขยายตัวแตะ 150% ไปแล้ว ณ สิ้นสุดเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีตัวเลขรวม ณ สิ้นเดือน ก.ย. อยู่ที่ 1,419 ล้านล้านวอน (ราว 42 ล้านล้านบาท) แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามควบคุมการก่อหนี้ในหลายด้าน เช่น คุมความร้อนแรงของภาคอสังหาริมทรัพย์แล้วก็ตาม
สิ่งที่รัฐบาลกังวลก็คือ 70% ของสินเชื่อครัวเรือนที่สถาบันการเงินในเกาหลีใต้ปล่อยกู้ไปนั้น เป็นสินเชื่อที่ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งจากการประเมินของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) พบว่า หากมีการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ก็จะมีการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อปีถึง 2.3 ล้านล้านวอน (ราว 6.8 หมื่นล้านบาท)
ดังนั้น จึงมีการคาดการณ์กันว่าหลังจากที่เกาหลีใต้ขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 1.5% แล้ว ปัจจัยถ่วงจากเรื่องหนี้และความกังวลเรื่องค่าเงินวอนที่แข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งบางราย เช่น ญี่ปุ่น รวมถึงการขยายตัวของเงินเฟ้อที่ยังไต่ระดับช้าไม่ถึงเป้า 2% ที่วางไว้นั้น จะส่งผลให้การขึ้นดอกเบี้ยของเกาหลีใต้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งภายใต้สมมติฐานที่ดีที่สุด บรรดานักวิเคราะห์คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง และจะเริ่มครั้งแรกในครึ่งปีหลัง 2018 เป็นต้นไป
ด้าน "ออสเตรเลีย" นั้นก็อยู่ในข่ายที่ใกล้เคียงกันกับระดับหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ซึ่งขยายตัวถึง 194% โดยมาพร้อมความเสี่ยงสำคัญกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงเกินไป ซึ่งธนาคารดอยช์แบงก์เพิ่งระบุไว้ว่า ภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ ออสเตรเลีย เป็น 1 ใน 30 ความเสี่ยงสำคัญของปีหน้านี้ด้วย นักวิเคราะห์คาดว่าออสเตรเลียจะเป็นหนึ่งในประเทศเอเชีย-แปซิฟิกที่ขึ้นดอกเบี้ยอย่างระมัดระวังที่สุดในปีหน้า หลังจากเพิ่งประชุมธนาคารกลางไปเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. พร้อมมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.5%
สำหรับ "จีน" ซึ่งมีหนี้รวมต่อจีดีพีสูงกว่า 250% โดยเฉพาะหนี้ภาคเอกชนที่สูงถึง 160% ของจีดีพี จนสร้างความวิตกไปทั่วโลกมาแล้วนั้น คาดว่าการตรึงนโยบายเป็นขาขึ้นจะเป็นไปอย่างระมัดระวังและซับซ้อน
ทั้งนี้ จีนและฟิลิปปินส์เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศในเอเชียที่มีภาษีต่อการขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดหลังเฟด โดยฟิลิปปินส์นั้นมีพื้นฐานของเศรษฐกิจที่โตอย่างร้อนแรงบนการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐาน และเพิ่งยังได้รับการปรับขึ้นอันดับเครดิตจากฟิทช์ เรทติ้งส์ เมื่อ ไม่นานนี้ ที่สำคัญก็คือ ฟิลิปปินส์ยังเป็นเพียงแค่ไม่กี่ชาติในเอเชียที่สามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2-4% ได้ตลอดหลายเดือนในปีนี้ ทำให้มีแนวโน้มที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าเพื่อนบ้านเพื่อคุมความร้อนแรงในประเทศ
แต่สำหรับจีนที่ทั้งต้องประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคการเงินตึงตัวไปพร้อมกับระวังเรื่องทุนไหลออกไปพร้อมกันนั้น เป็นที่คาดว่าจีนอาจเริ่มขึ้นปรับทิศทางการเงินเบื้องต้นตามเฟดในเร็วๆ นี้ เพียงแต่จะเริ่มที่ดอกเบี้ยธุรกรรมรีโปในตลาดเงิน (Open Market) ซึ่งเป็นกลไกเฉพาะในแบบของจีนก่อน โดยมีการส่งสัญญาณผ่านสื่อท้องถิ่น อย่างหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลนิวส์ ว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) อาจอัดฉีดเงินเข้าระบบถึง 2 ครั้งในเดือนนี้ หรือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 เดือน เพื่อเตรียมขึ้นดอกเบี้ยรีโปตามมา
ขณะที่ธนาคารยูบีเอส ระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงนั้น ทำให้จีนจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ หรือดอกเบี้ยนโยบายหลักในเร็วๆ นี้ และปัจจัยที่จะทำให้จีนต้องขึ้นทั้งดอกเบี้ยรีโปและดอกเบี้ยเงินกู้ตามมาในปีหน้าก็คือ เมื่ออัตราเงินเฟ้อขยายตัวไปแตะ 3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวอยู่ที่ 1.9%
ด้าน "อินโดนีเซีย" ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติอาเซียนที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้าได้มากที่สุดประเทศหนึ่งในปีนี้ มีแนวโน้มจะใช้มาตรการคุมราคาสินค้าเพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อมากกว่าจะมุ่งขึ้นดอกเบี้ย หลังจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ชี้ว่าอินโดนีเซียยังต้องเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างอีกมาก หากต้องการการปรับเพิ่มอันดับเครดิตจากมูดี้ส์
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ระบุว่า หากสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าไปให้หลุดกรอบ 3.5% โดยรัฐบาลไม่ขึ้นราคาสาธารณูปโภค เช่น น้ำมัน น้ำ และไฟฟ้า พร้อมคุมราคาสินค้าบางประเภทแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4.25% ในปัจจุบัน โดยที่ผ่านมานั้นอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ลดอัตราดอกเบี้ยลงมากที่สุด โดยลดไปถึง 8 ครั้ง นับตั้งแต่ต้นปี 2016 ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
ในขณะที่ "มาเลเซีย" นั้น แม้จะได้อานิสงส์การส่งออกภาคอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวดีขึ้นแรงในปีนี้ พร้อมทิศทางราคาน้ำมันที่ดีขึ้น แต่สำนักเศรษฐกิจบางราย เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) มองว่าเศรษฐกิจปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ 5.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 5.8% อีกทั้งยังมีการเลือกตั้งทั่วไปจ่อรออยู่ในเดือน ส.ค. ทำให้คาดว่าปีหน้ามาเลเซียอาจเริ่มขึ้นดอกเบี้ยหลังเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังไปแล้ว
ทิศทางนโยบายการเงินโลก หลังจากนี้จะมุ่งเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้นตามเฟดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ ภายใต้ข้อจำกัดของแต่ละประเทศ อาจทำให้ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นไม่สามารถพุ่งแรงได้พร้อมกันทั่วโลกอย่างที่กังวลกัน และแม้แต่ในสหรัฐเองก็อาจมีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองรออยู่ในอนาคตจนอาจ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน n







