
ปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้ง
ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์นอกเหนือจากการที่พรรคการเมืองบางพรรคร่ำร้องให้ คสช. "ปลดล็อก" ทางการเมืองแล้ว สิ่งที่พรรคการเมืองควรทำควบคู่กันไปและให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น โดยการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองที่พรรคการเมืองและนักการเมืองจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองของชาติสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใด การปฏิรูปการเมืองนี้ต้องทำให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งซึ่งกำหนดจะมีในปลายปี 2561 ตามโรดแมป ดังนั้น เรายังมีเวลาร่วม 1 ปี ซึ่งมากพอหากพรรคการเมืองและนักการเมืองจะร่วมมือร่วมใจกันทำให้การเมืองไทยดีขึ้น และพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป
ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
นอกเหนือจากการที่พรรคการเมืองบางพรรคร่ำร้องให้ คสช. "ปลดล็อก" ทางการเมืองแล้ว สิ่งที่พรรคการเมืองควรทำควบคู่กันไปและให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น โดยการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองที่พรรคการเมืองและนักการเมืองจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองของชาติสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใด การปฏิรูปการเมืองนี้ต้องทำให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งซึ่งกำหนดจะมีในปลายปี 2561 ตามโรดแมป ดังนั้น เรายังมีเวลาร่วม 1 ปี ซึ่งมากพอหากพรรคการเมืองและนักการเมืองจะร่วมมือร่วมใจกันทำให้การเมืองไทยดีขึ้น และพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป
การปฏิรูปทางการเมืองมีเรื่องประเด็นสำคัญที่เป็นเป้าหมายว่า เราจะต้องทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และเป็นการตอบสนองความคาดหวังของประชาชน คือ (1) ทำอย่างไรจะได้นักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่ดี (2) ทำอย่างไรจะได้พรรคการเมืองที่ดี (3) ทำอย่างไรประชาชนจะพัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ รู้เท่าทันนักการเมือง และเลือกนักการเมืองที่ดีเป็นตัวแทนของตนในการใช้อำนาจอธิปไตย (4) ทำอย่างไรจะได้การเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่บริสุทธิ์ยุติธรรม (5) สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี ปรับทัศนคติของประชาชนต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ปรับพฤตินิสัยของประชาชนในการเลือกตั้ง (6) ทำอย่างไรจะให้มีการตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ (7) ทำอย่างไรจะป้องกันการใช้ความรุนแรงทางการเมือง การสร้างความเกลียดชังและความแบ่งแยกในหมู่ประชาชน
เวลาที่เหลืออีกประมาณหนึ่งปี ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืนสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่วันนี้ คือ
(1) ปฏิรูปนักการเมือง ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งเราหมายถึงนักการเมืองที่ไม่ดีเท่านั้น ทำอย่างไรนักการเมืองที่ไม่ดีจะพัฒนาตัวเองเป็นนักการเมือง "น้ำดี" แบบคุณชวน หลีกภัย หรือได้สักครึ่งหนึ่งของคุณชวนก็ยังดีเป็นนักการเมืองที่มีธรรมะกำกับพฤติกรรม ถ้าทำดีไม่ได้ก็อย่าทำชั่ว นักการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดพอๆ กับประชาชน ในการปฏิรูปการเมือง
(2) ปฏิรูปพรรคการเมือง นักการเมืองและพรรคการเมืองแยกกันไม่ออก ทำอย่างไรจะให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นพรรคของประชาชน ไม่ใช่เป็นพรรคของนายทุน เรื่องนี้พูดกันมากและพูดมานานแล้ว แต่พรรคใหญ่มักเป็นของนายทุน มีพรรคใหญ่เพียงหนึ่งหรือสองรายเท่านั้นที่เป็นสถาบันทางการเมือง และเป็นพรรคของประชาชน พรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายที่ดี เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่นโยบายประชานิยมเพื่อหาเสียงโดยไม่คำนึงว่าชาติบ้านเมืองจะเสียหายเพียงใด พรรคต้องผลิตนักการเมืองน้ำดีเสนอตัวให้ประชาชนเลือกเพื่อเป็นตัวแทนไปใช้อำนาจแทนตน
(3) ปฏิรูปประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเลือกนักการเมืองเป็นตัวแทนไปใช้อำนาจแทนตนทั้งในระดับชาติและระดับ ท้องถิ่น ประชาชนต้องปฏิรูปตัวเองให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมือง ต้องเลือกนักการเมืองน้ำดีเป็นตัวแทนของตนไปทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติที่จะออกกฎหมาย ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารเพื่อออกนโยบายบริหารประเทศ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน ไม่ใช่เลือกเพราะอามิสสินจ้าง หรือ คำโฆษณาชวนเชื่อ หรือเลือกตามๆ กันไป หรือเลือกเพราะผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หัวคะแนนบอกให้เลือก
(4) ปฏิรูปการเลือกตั้ง ให้บริสุทธิ์ยุติธรรมในทุกระดับ โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) เป็นกลไกสำคัญในการที่จะดูแลให้การเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ลงโทษอย่างจริงจังและไม่ชักช้าต่อผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมือง ก.ก.ต.ต้องเป็นกลางทางการเมือง ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจหรืออามิสสินจ้างของผู้ใด ประชาชนมีความหวังที่จะเห็น ก.ก.ต. เป็น "กรรมการ" ที่เป็นกลาง เข้มแข็ง จริงจัง เพื่อควบคุมดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
(5) ปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองที่ผิดเพี้ยน นักการเมืองที่โกงกินพยายามปลูกฝังความคิดให้ประชาชนยอมรับว่า หากโกงแล้วมาแบ่งกันยอมรับได้ การเมืองในระบบอุปถัมภ์ การเชื่อผู้นำแบบไม่ลืมหูลืมตา การเชื่อหัวคะแนนหรือผู้นำชุมชนโดยไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักถอดบทเรียนจากความผิดพลาด ยอมรับผู้ชนะเลือกตั้งแม้ว่าจะได้มาจากการโกงและรออีก 4 ปีสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ยอมรับธุรกิจการเมืองที่การเมืองเป็นเรื่องของคนมีเงิน ที่มองว่า การเมืองเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งที่มีการลงทุนและกำไร เมื่อลงทุนไปแล้วก็ต้องหากำไร ตามมาด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่คำนึงถึงคุณธรรมและ ศีลธรรมทางการเมือง เดี๋ยวนี้ใช้วิธีซื้อพรรคทั้งพรรค ทำอย่างไรจะสร้างการเมืองที่มี "ธรรม" เป็นตัวกำกับดังที่ท่านพุทธทาสเคยพูดไว้ ทำอย่างไรจะให้การเมืองที่ปราศจากความละอายต่อบาป ลดน้อยและหายไปในที่สุด
(6) ปฏิรูประบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ด้วยการสร้างการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็ง ทำอย่างไรให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เลือกนักการเมืองเป็นตัวแทนเข้าไปใช้อำนาจรัฐแทนตน สามารถตรวจสอบการทำงานของผู้แทนได้โดยตรงว่าได้ทำตามเจตนารมณ์ของตนหรือไม่อย่างไร รวมถึงวิธีการที่จะลงโทษผู้แทนที่ไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชนที่เลือกเข้าไป โดยไม่ต้องรอเลือกใหม่อีก 4 ปีข้างหน้า
(7) ปฏิรูปความสามัคคีปรองดองแห่งชาติ ด้วยการป้องกันการสร้างความเกลียดชัง ความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมือง พรรคการเมืองต้องไม่มีกองกำลังของตนเอง และต้องไม่ให้มวลชนก่อให้เกิดความวุ่นวาย การจลาจล เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญ
นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะปฏิรูปตัวเองเป็น "พลเมืองที่ตื่นรู้" อนาคตของชาติอยู่ในกำมือของคนไทยทุกคน ก่อนที่จะลงคะแนนให้ใครในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติในปี 2561 ขอให้ท่องคาถาไว้ว่า "เราจะส่งเสริม ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" ถ้าทำได้อย่างนี้ รับรองว่าการเมืองไทยจะดีขึ้นทันตาเห็น เมื่อการเมืองดีขึ้นอย่างอื่นก็ดีตาม n







