
บาทแข็งฉุดส่งออกอาหารวูบ
กลุ่มอาหารเจอพิษบาทแข็ง กระทบส่งออกปี 2560 แค่ 1 ล้านล้าน พลาดเป้ากว่า 3 หมื่นล้าน ลุ้นปีหน้าดีขึ้น
กลุ่มอาหารเจอพิษบาทแข็ง กระทบส่งออกปี 2560 แค่ 1 ล้านล้าน พลาดเป้ากว่า 3 หมื่นล้าน ลุ้นปีหน้าดีขึ้น
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยสถานการณ์การส่งออกกลุ่มอาหารของไทยในปี 2560 ว่า มูลค่าส่งออกอาหารของไทยในปีนี้อยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ลดลง 3 หมื่นล้านบาท จากประมาณการครั้งก่อนที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1.03 ล้านล้านบาท เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้มูลค่าส่งออกที่ได้รับในรูปเงินบาทลดลง ประกอบกับสินค้าส่งออกหลักหลายรายการลดลง เช่น กุ้ง ปลาทูน่ากระป๋อง มันสำปะหลัง และน้ำผลไม้
อย่างไรก็ดี คาดว่ามูลค่าการส่งออกกลุ่มอาหารในปี 2561 จะมีมูลค่าอยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีนี้ 7% โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวดีขึ้น นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่มีต่อภาคเกษตร และผลผลิตสินค้าเกษตรวัตถุดิบดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อมูลค่าการส่งออกกลุ่มอาหารในปีหน้าไม่ให้เป็นไปตามเป้านั้น หลักๆ คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มสินค้าอาหารส่งออกดาวเด่นของไทยในอนาคตจะอยู่ในกลุ่มผลไม้สดไม่รวมผลิตภัณฑ์มะพร้าว เครื่องดื่มชูกำลัง ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ นม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่รวมวิตามิน ไอศกรีม โดยตลาดส่งออกหลักอันดับหนึ่งของไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน (ซีแอลเอ็มวี) รองลงมา คือ ญี่ปุ่น สหรัฐ จีน สหภาพยุโรป
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปีหน้าเป็นห่วงเรื่องเงินบาทแข็งค่ามากที่สุด เพราะตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 35.4 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ถึงปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 32.6 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทแข็งค่าขึ้นไป 2 บาทกว่า หรือประมาณ 10% แล้ว ซึ่งจะปล่อยให้แข็งค่าแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เพราะจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและเวียดนามลดน้อยลง และเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น รายได้จากการส่งออกเมื่อแปลงมาเป็นเงินบาทจะลดลง กระทบต่อรายได้ที่จะไปถึงมือเกษตรกรและเอสเอ็มอีลดลงตามไปด้วย
"มูลค่าส่งออกของกลุ่มอาหารที่ได้ 1 ล้านล้านบาทนั้น แม้เมื่อเทียบกับมูลค่าส่งออกรวมทั้งประเทศที่ 7 ล้านล้านบาท แต่ก็เป็น 1 ใน 7 ของมูลค่ารวมที่ส่วนใหญ่เป็นโลคัล คอนเทนต์ที่จะลงไปสู่ห่วงโซ่ภาคเกษตรในประเทศแบบเต็มๆ ดังนั้นจึงอยากให้ทางการเข้ามาดูแลให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างสมดุลกับค่าเงินของประเทศที่เป็นคู่แข่งในการส่งออกสินค้า เพื่อช่วยให้การแข่งขันในการส่งออกของไทยดีขึ้น ไม่ได้หวังให้ช่วยทำให้บาทอ่อนเพื่อทำกำไร" นายพจน์ กล่าว
นายพจน์ กล่าวต่อว่า อีกปัญหาที่เป็นห่วงคือค่าแรงที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นจาก 300 บาท/วัน เป็น 310 บาท/วัน เพราะหากค่าแรงปรับเพิ่มขึ้นอีกก็จะยิ่งมีผลกระทบต่อการดำรงชีพของคนไทยและการส่งออกที่มีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สนับสนุนให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพียงแต่อยากให้อยู่ภายใต้หลักการที่เป็นยอมรับได้ของทุกฝ่ายมากกว่า







