
ฟื้นสัมพันธ์อียู ทำเศรษฐกิจขยาย 4.5%
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภายหลังการประกาศฟื้นความสัมพันธ์ไทย-อียู อีกครั้ง ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทยจะกลับมาดีขึ้น
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภายหลังการประกาศฟื้นความสัมพันธ์ไทย-อียู อีกครั้ง ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นทั้งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทยจะกลับมาดีขึ้น
"การที่อียูทบทวนฟื้นความสัมพันธ์กับไทยอีกครั้ง เป็นการเปิดช่องในการเจรจาด้านการเมืองและเศรษฐกิจกับไทย ซึ่งถือเป็นมิติเชิงบวกทั้งในด้านการค้าและการลงทุนกับอียู และยังเป็นการสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวโดดเด่นขึ้น ทำให้กรอบการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กลับมาเดินได้เร็วขึ้น และจะเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ของไทย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2561 โตที่ระดับ 4.5% ได้" ธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เวลานี้หลายประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจ เช่น จีน ญี่ปุ่น หันกลับมาลงทุนในประเทศไทยอย่าง ต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับไทยมีแผนการพัฒนาประเทศใน ระยะยาวแบบ 20 ปี แผนการลงทุนในภาคต่างๆ โครงสร้างพื้นฐานในระบบขนส่งทั้งระบบมีความชัดเจนและเปิดทางให้กับนานาประเทศเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสดีที่หลายประเทศจะเข้ามาลงทุนที่ประเทศไทย จึงเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อียูจะต้องทบทวนใหม่ เพราะหากจะยืดออกไปในปี 2562 จนกว่าที่ไทยจะเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ก็อาจจะล่าช้าเกินไป จึงประกาศทบทวนในช่วงสิ้นปีนี้
ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ ว่าทางคณะมนตรีการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ลงมติให้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยในทุกระดับ รวมถึงการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู โดยให้คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเริ่มเจรจากันต่อภายหลังการเลือกตั้งของไทย ซึ่งการออกแถลงการณ์มติของอียูครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและอียู หลังจากฝ่ายอียูระงับการเยือนไทยของผู้แทนระดับสูงของตนตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2557 ที่ผ่านมา
สำหรับการเจรจาเอฟทีเอไทย- อียู ได้เจรจาครั้งแรกเมื่อ 2556 และได้ชะลอการเจรจาหลังเจรจาแล้ว 4 ครั้ง เมื่อเดือน เม.ย. 2557
"การเจรจาเอฟทีเอกับอียูถือเป็นความท้าทาย เนื่องจากการเจรจาไม่ได้มุ่งหวังเพียงแต่การลดภาษีนำเข้าสินค้า แต่จะมีประเด็นอื่นที่เชื่อมโยงกับการค้าซึ่งไทยคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย หากการเจรจาเอฟทีเอมีความคืบหน้าสามารถหาข้อสรุปได้ คาดว่าจะช่วยดึงดูดการลงทุนและทำให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น" ชุติมา กล่าว
ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ระบุว่า การเริ่มความสัมพันธ์ใหม่นี้อาจนำไปสู่การ กลับมาเริ่มต้นเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อียู หรือ เอฟทีเอ ความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือไทย-อียู (พีซีเอ)
ที่ผ่านมาการลดระดับความสัมพันธ์ของอียูมิได้มีผลกระทบกับไทยชัดเจนนัก โดยเฉพาะการส่งออก เนื่องจากการตัดสัมพันธ์ของอียู ไม่ได้ขยายไปถึงการตัดสัมพันธ์ทางการค้า แม้อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมบ้างจากการที่ไทยไม่สามารถเจรจา เอฟทีเอ กับ อียู เพื่อทดแทนการตัดสิทธิจีเอสพี ที่ให้กับสินค้าไทยตั้งแต่ปี 2558
ทั้งนี้ เชื่อว่าจะส่งผลดีในหลายมิติทั้งด้านการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการส่งออกที่จะได้อานิสงส์ทั้งจากบรรยากาศการค้าที่สดใสและกำลังซื้อของอียูที่ฟื้นตัว รวมถึงความเชื่อมั่นของอียูต่อประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตระหว่างกัน อีกทั้งคาดว่าจะทำให้การเจรจาแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) คลี่คลายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ หากไทยสามารถเจรจา เอฟทีเอกับอียูได้ในอนาคตก็จะส่งผลดีต่อภาคส่งออกไทยในระยะถัดไป
ธสน.คาดว่าการส่งออกไทยไปอียู ปี 2561 จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 5% แต่ หากมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ อาทิ เศรษฐกิจอียู ขยายตัวสูงกว่า 2% รวมถึงกรณีเบร็กซิตมีผลกระทบไม่มาก โดย อียูและอังกฤษยังสามารถทำการค้าเสรีได้เช่นเดิม อาจช่วยให้การส่งออกไทยไปอียู ขยายตัวแตะระดับ 10% หรือ คิดเป็นมูลค่า 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์







