
ฟื้นสัมพันธ์ไทย-อียูดันส่งออก
บายไลน์คอลัมน์พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า การประกาศฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) และไทย ถือเป็นข่าวดีทางด้านเศรษฐกิจ เพราะความร่วมมือนี้จะผ่อนคลายปัญหาทางการค้าที่อียูตั้งเงื่อนไขกับไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตร ประมง และจะทำให้บรรยากาศการเจรจาแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) คลี่คลายลงด้วย
บายไลน์คอลัมน์
พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า การประกาศฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) และไทย ถือเป็นข่าวดีทางด้านเศรษฐกิจ เพราะความร่วมมือนี้จะผ่อนคลายปัญหาทางการค้าที่อียูตั้งเงื่อนไขกับไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตร ประมง และจะทำให้บรรยากาศการเจรจาแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) คลี่คลายลงด้วย
"เรื่องนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ต่อประเทศไทย ส่งผลดีต่อการค้าและการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกของไทยไปอียูดีขึ้นด้วย" พิศิษฐ์ กล่าว
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าไปยุโรป 20 ประเทศ มีสัดส่วนเหลือไม่ถึง 10% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ถ้าเอฟทีเอเดินหน้าน่าจะช่วยทำให้สัดส่วนการส่งออกของไทยในยุโรปเพิ่มขึ้น กลับมาอยู่ที่ 11-12% ได้เหมือนก่อน ซึ่งจะเป็นการเสริมฐานสร้างความแข็งแกร่งให้กับการส่งออกของไทย
กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การฟื้นระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (อียู) น่าจะเป็นผลดีต่อการค้าการลงทุนจากไทยไปอียู โดยเฉพาะเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับอียูที่คาดว่าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งภาคเอกชนก็เตรียมพร้อมไปแล้วระดับหนึ่ง เพราะ เอฟทีเอดังกล่าวจะช่วยลดการกีดกันทางการค้าให้สินค้าไทยในการเข้า ตลาดอียู ส่งผลต่อการส่งสินค้าไทยไปอียู
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมากระทรวงพาณิชย์เพื่อติดตามความคืบหน้าในการทำงานหลังจากที่ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานใหม่ โดยเฉพาะแผนงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และเป็นเป้าหมายการดำเนินการในปี 2561 รวมทั้งการดูแลค่าครองชีพ รักษาระดับราคาสินค้าเกษตร และการขับเคลื่อนการส่งออก เพื่อให้ยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในการติดตามงานของรองนายกฯ คาดว่าจะมีการหารือเป้าหมายการส่งออกปี 2561 เพื่อให้เป็นเป้าทำงานสำหรับผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ทั่วโลก โดยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมรายละเอียดของแผนการ ผลักดันส่งออกในปีหน้าแต่ละตลาดว่ามีทิศทางอย่างไร เพื่อกำหนดเป้าหมายการทำงานได้ถูกต้องก่อนประชุมทูตพาณิชย์เดือน ก.พ.นี้
"ปีนี้ประเมินว่าการส่งออกจะขยายตัวได้สูงถึง 9-10% เกินกว่าเป้าหมายที่เคยประเมินไว้ 7% ส่วนเป้าปีหน้าต้องฟังนโยบายจาก นายสมคิดก่อน เชื่อว่าตัวเลขส่งออก จะอยู่ในทิศทางบวก แต่คงไม่น่าจะบวกได้สูงเท่ากับปีนี้ โดยหากขยายตัวได้ในระดับเกิน 5% ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะต้องยอมรับว่าฐานการส่งออกปีนี้ใหญ่ขึ้นมาก" สนธิรัตน์ กล่าว







